Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

lkunl's photos & music

Homeยินดีต้อนรับทุกท่าน ดูรูปฟังเพลง แล้วขอ comment ด้วยนะคับ ^__^Aug 30, 2006



สวัสดีปีใหม 2554 คร๊าบบบบทุกท่าน

ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาผมบ้าขายรูปใน stock ไปหน่อย อีกทั้งหน้าที่การงานก็ยุ่งมากจริงๆ
เลยไม่ค่อยได้โพสรุปใหม่ๆ เอาซะเลย ปีนี้จะพยายามได้อัพรูปใหม่ๆ เพิ่มมากกว่าปีก่อนครับ

เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านนับถือ
ช่วยดลบันดาลให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญสุขภาพแข็งแรงตลอดปีและตลอดไปครับ

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาครับ
กุล


ปล. ท่านใดต้องการใช้งานรูปถ่ายของผมในทางพาณิชย์สามารถไปซื้อได้โดยตรง
จากเว็บ stock ที่ผมลงผลงานบางส่วนไว้นะครับ รายชื่อเว็บที่ผมฝากรูปขายมีดังนี้ครับ

Shutterstock
Dreamstime
Fotolia
Istockphoto
123RF
Bigstockphoto

ส่วนท่านใดต้องการขอรูปไปใช้งานด้านการศึกษาการกุศลใดๆ
สามารถติดต่อขอรูปได้ฟรีครับที่ email lkunl@hotmail.com

(รูปและเพลงในเว็บนี้สงวนลิขสิทธิ์ห้ามนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุณาตนะค๊าบบบบบ)

ddd
dThumbnaild
ddd
แฮ่ๆๆๆ ไม่ได้โพสเสียนานลูกค้าหายหมดแล้ว 555 รูปชุดนี้ไปถ่ายมา 2 ครั้งครับ
เอามารวมกันทีเดียวเลย ไปน้ำตกเอราวัณที่เดียวครั้งนึง(ไปกับโปรต่อ)
ไปน้ำตกเอราวัณกับน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นอีกครั้งนึง(ไปกับโปรเป้) รูปน้ำตก
เอราวัณเลยมีเยอะ อีกอย่างตอนไปแม่ขมิ้นน้ำเยอะไปหน่อยน้ำไหลแรงเลย
สีน้ำเลยไม่ค่อยเขียว ดูไม่ค่อยสวยเลยถ่ายมาน้อยคับ เชิญติชมได้ตามสะดวก
เข้ามาดูก็แวะทักทายกันมั่งครับ เดี๋ยวบ้านผมจะร้างซะก่อน Y_Y หรือมือใหม่ๆ
เพิ่งหัดถ่ายอยากถามไถ่เทคนิคการถ่ายก็ถามกันได้ครับ ถ้ารู้จะตอบให้ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมครับ

ddd
dThumbnaild
ddd
รูปเดียวเลยละกันครับ ตอนนี้ผมคงจะต้อง up รูปไม่เรียงตามลำดับการถ่ายแล้วครับ
ไม่งั้นคงรอทำรูปอีกนาน ธุรกิจรัดตัวเหลือเกิน ทริปไหนได้รูปน้อย คงเอามาลงก่อน
เพราะไม่เสียเวลาทำไฟล์นาน ถ้ารอลงตามลำดับวันถ่าย multiply ร้างแน่ แฮ่ๆๆ

ddd
dThumbnaild
ddd
แฮ่ๆ ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ไม่ได้อัพเดตเว็บเลย ยุ่งๆ เรื่องงานและก็กะลังยุ่งๆ อยุ่กับ
ขายภาพออนไลน์ในstockอยู่ครับ(ใครสนใจหาหนังสือแชะแ้ล้วรวยของคุณสุระมาอ่านดู)
ในที่สุดก็หาเวลาว่างโพสได้ซักที เอิ๊กกกก

ทริปนี้ ไปมาตั้งแต่ 5-7 ธันวา 2552 โน่นเลยครับ ดองยาวข้ามปี แฮ่ๆๆๆ
เสียดายที่ไปถึงสังขละตอนแสงเริ่มหมดพอดี แสงกะลังสวยแต่กางขาตั้งไม่ทัน เลยได้
ตอนเย็นมาแค่รุปเดียว ตอนเช้าก็หมอกเยอะไปหน่อย แทบไม่เห็นแสงแดดเลย
หลังจากนั้นก็ไปนอนกันที่ฐานทหารที่ฐานช้างศึกครับ อยู่ที่ทองภาภูมิ บรรยากาศดีมาก
ขึ้นไปแล้วมองเห็น 360 องศา รอบทิศทางเลยครับชัยภูมิดีสุดๆ แต่ไปถึงตอนแสงเริ่ม
หมด กางขาตั้งไม่ทันเหมือนเดิม Y__Y แต่ตอนเช้าบรรยากาศดี
แสงสวยครับ เลยได้รูปมาพอสมควร ติชมกันได้เต็มที่ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมครับ

Photo Albumเที่ยวเชียงรายApr 17, '10 2:22 AM
for everyone
ddd
dThumbnaild
ddd
ทริปนี้ไปเที่ยวกับพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานด้วยกัน ไปเที่ยวเชียงรายกันครับ ไปกันมาตอน
วันที่ 28-31 ตุลา 2552 เริ่มต้นทริปที่ดอยตุง ต่อไป ดอยแม่สลอง วัดพระแก้ว วัดร่องขุ่น
แวะถ่ายน้ำตกอะไรซักอย่าง ที่ด้านหน้าเสียดายเวลาไม่พอเลยไ่ม่ได้เดินเข้าไปด้านในน้ำตก
หลังจากนั้นก็ไปต่อกันที่ภูชี้ฟ้า แวะๆ ถ่ายรุประหว่างทางมาบ้างพอประมาณ
อ้อ สถาณที่ไหนไม่มีรูปเนี่ยเพราะไม่มี รูปถูกใจจากสถานที่นั่นครับ แฮ่ๆ

ทริปนี้เป็นทริปเที่ยวไม่ใช่ทริปถ่ายรูปเลยได้รูปมานิดๆ หน่อยๆ
ดูเล่นๆ พอหอมปากหอมคอ หวังว่าคงจะพอคลายเครียดจากสถาณการณ์บ้านเมืองได้บ้าง -.-'

ขอเชิญรับชม ติชมได้ตามสบายเช่นเคยครับ ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาครับ

Photo Albumอทช. เขาใหญ่Apr 3, '10 5:53 AM
for everyone
ddd
dThumbnaild
ddd
ทริปนี้จัดโดยนิตยสาร camerart ครับ น้าโด้ชวนไป ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
ไปกันวันที่ 23-24 ตค 2552 สองวัน หนึ่งคืน พอไปถึงก็แวะไปถ่ายน้ำตกกัน
ตอนเย็นๆ ไปถ่ายกันแถวๆ ที่ส่องสัตว์หมอกลงสวยมากๆ เสียดายแสงหมดเร็วมาก
ยังไม่ไ้ด้มุมดีๆ ที่ถูกใจซักเท่าไหร่ เช้าวันต่อมาก็ไปเดินเล่นแถวๆ ที่พักครับ ส่องๆ
กันมาได้รูปพอประมาณ เชิญติดตามชมครับ

ปล .ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปถ่ายรูปที่ไหนคงเป็นช่วงเคลียร์ของดองครับ
เดี๋ยวจะมีรูปชุดใหม่มาเรือ่ยๆ ครับ ขอบคุณที่แวะมาครับ

Photo Albumกระบี่ ภูเก็ตFeb 5, '10 9:26 AM
for everyone
ddd
dThumbnaild
ddd
ทริปนี้ไปมาตอน 5-7 กรกฎาคม 2552
ทริปเริ่มต้นเรื่องด้วยท่านหญิงจะพาเพือ่นๆ มาเที่ยวที่กระบี่กับภูเก็ตครับ
กระผมกับท่านเล็กเลยเดินทางจากภูเก็ตไปรออยู่ล่วงหน้าที่กระบี่
เสียดายฟ้าเน่าตลอดทริป มีดีหน่อยตอนที่กลับไปเที่ยวภูเก็ตกันแล้ว
แต่ทริปนี้เน้นถ่ายคนครับ รูปวิวเลยมีนิดๆ หน่อยๆ ขำๆ กันลืมครับ แฮ่ๆ

ddd
dThumbnaild
ddd
ชุดนี้รุปที่ได้ไม่ค่อยถูกใจครับ ประกอบกับไม่ค่อยมีเวลาทำเลยดองไว้นานมากกกกกก
ไปถ่ายกันมาตั้งแต่ 25-26 มิถุนายน 2552 เพิ่งจะได้โพสต้องขออภัยด้วยครับ

ทริปนี้ไปกับ โปรเป้ http://epidote.multiply.com/
และก็โปรต่อ http://suwatpo.multiply.com/

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมครับ เชิญติชมตามสบายครับ


เนือ่งด้วยฟิลเตอร์ CPL ตัวเก่งของผมติดหน้าเลนส์แน่นมากขันไม่ออก ผมเลยลองคิดค้นหาวิธีขันฟิลเตอร์
จนคิดได้ิวิธีนี้ครับ ใช้ได้ผลดี เลยเอามาบอกต่อ ใครเจอปัญหานี้ลองเอา วิธีนี้ไปใช้ดูครับ

1.เริ่มต้นก็ไปหาซื้อ cable tie หรือที่รัดสายไฟครับ มีขายทั่วไปตามร้านอิเล็คทรอนิคส์ เลือกขนาด ยาว
พอประมาณ จะได้เหลือที่จับไว้จับสายด้วย ดังรูปครับ (เทียบขนาดกับฝาปิดเลนส์หน้า 77mm)
ผมใช้ cable tie ขนาดนี้เพราะที่บ้านมี cable tie ขนาดนี้พอดี ใครมีอันยาวมากๆ เหลืออยู่จะลองเส้นยาวๆ
อันเดียวดูก็ได้ครับ


2. ก็ต่อกันแบบนี้ครับ ให้ด้านเซาร่องอยู่ด้านใน



3. สอดปลายสายอีกด้านเข้าหากัน

4. เอาไปจับกับฟิลเตอร์แล้วดึงปลายทั้งสองให้แน่นมากๆ 5. ฟันของ cable tie จะจับกับร่องของฟิลเตอร์ ดังรูปครับ


6. จับปลาย cable tie หมุนขันฟิลเตอร์ออกได้เลยครับ
ถ้าหมุนไม่ออกก็ให้รัด cable tie ให้ตึงขึ้นครับ แล้วลองหมุนใหม่ครับ 7. ฟิลเตอร์ก็จะหลุดออกมาครับ แล้วถอดเก็บ cable tie อันนี้ไปใช้ต่อได้อีกครับ
จะพกติดกระเป๋ากล้องไว้ใช้ตอนฉุกเฉินก็สะดวกดีครับไ่ม่กินพื้นที่มาก


จบแล้วครับ วิธีนี้จะใช้ได้ผลดีกับฟิลเตอร์ที่เซาะร่องตามขอบไว้นะครับ
ผมลองใช้เองแล้วได้ผลดีมาก ฟิลเตอร์ไม่มีรอยขีดข่วน เพราะ cable tie เป็นพลาสติก
ใครขันฟิลเตอร์ไม่ออกก็ลองเอาไปใช้กันดูครับ ได้ผลยังไงก็รายงานกันมั่งครับ


Update : 15/12/09

เพิ่มเติมครับมีบางคนถามว่าใช้ cable tie แบบนี้ใช้ครั้งเดียวต้องทิ้งเลยรึเปล่า
เลยเอาวิธีปลดล็อค cable tie มาฝากครับ ในรูปเป็น cable tie แบบล็อคตาย
ถ้าเป็นรุ่นที่ปลดล็อคได้โดยเฉพาะั ตัวปลดล็อคจะใหญ่และกดง่ายกว่านี้ครับ

อันนี้ตัวล็อค cable tie รุ่นล็อคตาย

เอาเล็บจิกตัวล็อคลงตามรูป แล้วเอามือขวาดึง cable tie ออก




ddd
dThumbnaild
ddd
รูปชุดนี้ถ่ายช่วงวันที่ 20 -21 มิย. 52 ผมมีโอกาสได้ไปทริปกับเว็บ cameraeyes.net
อีกครั้ง รอบนี้ไปภูหินร่องกล้าและระหว่างทางไปก็แวะทับเบิกเหมือนเดิม คราวนี้ผม
สมหวังได้ถ่ายรูปทะเลหมอกที่ทับเบิกสมใจอยากซักทีครับ หลังจากมาเยือนที่นี่เป็น
ครั้งที่ 3 ครั้งแรกที่มาที่นี่ก็มากับ cameraeyes เป็นทางผ่านไปภูหินร่องกล้า ตอนนั้น
หมอกลงหนาฝนตกมองอะไรไม่เห็นเลย ครั้งที่สองไปทริปทับเบิกโดยเฉพาะ
ไปกับห้อง nikon พันทิพย์ ครั้งนั้นก็หมอกลงหนาไม่มีทะเลหมอกเลย ครั้งนี้ก็สมใจ
อยากผมซักที
หลังจากแวะถ่ายรูปที่ทับเบิกก็เดินทางต่อไปภูหินร่องกล้า แต่รอบนี้ภูหินร่องกล้า
ฟ้าปิดครับฝนตก เลยไม่ได้รูปที่ลานหินปุ่มมาเลย ได้รูประหว่างทางเดินกลับนิดหน่อย
ชุดนี้มีรุปที่ผมถูกใจหลายๆ รูปเลยตั้งชื่อขึ้นต้นด้วยภูมิใจเสนอ
เป็นชุดภูมิใจเสนอชุดที่ 2 ต่อจากชุดพุทมณทลครับ
ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาเยี่ยมครับ น้อมรับทุกคำติชมครับ

ขอขอบคุณ
พี่เก๋และพี่เอ๋ เว็บ cameraeyes ที่จัดทริปดีๆ แบบนี้ครับ

ddd
dThumbnaild
ddd
ทริปนี้ไปมาเมื่อวันที่ 8 - 10 พฤษภาคม 2552 (ดองยาวเลย แฮ่ๆๆๆ)
ไปกันแบบชะโงกทัวร์ครับ ท่านหญิงเหมารถตู้จากฝั่งไทย
ข้ามฝั่งลาวกันที่มุกดาหาร น้ำตกแต่ละที่ที่ลาวใต้อยู่ห่างกันมากๆ ครับ
ถ้าจะไปแนว backpack นี่หมดสิทธิ์แน่นอน เพราะแต่ละที่
แทบไม่มีประจำทางวิ่งผ่านเลย งานนี้ไปกัน 9 คนขึ้นรถเป็นหลับ
ลงรถเป็นยิ้มๆๆๆๆ ถ่ายรูปๆๆๆๆๆ เลยได้รูปมาประมาณนี้แหละครับ
รูปที่คัดมาลงอาจจะไม่ค่อยสวยแต่อยากให้เห็นบรรยากาศลาวใต้ครับ
ชุดนี้ดูกันขำๆ ละกันครับ

จริงๆ ผมมีรุปถ่ายอีก 4-5 ชุดแต่ก็ต้องดองอยู่เพราะติดที่
รูปชุดทริปลาวใต้นี่แหละครับ เพราะรูปถ่ายมาไม่ได้เรือ่ง
ซักเท่าไหร่ กะว่าจะแต่งเยอะๆ แต่แต่งๆ ไปก็ไม่ดีขึ้นซัก
เท่าไหร่ ต้นฉบับมาแย่ไปหน่อย แต่งยังไงก็ไม่ขึ้น
เลยโพสซะไปเลยดีกว่า เดี๋ยวชุดต่อๆ ไป
สวยกว่านี้แน่นอนครับ ขอการันตี โปรดติดตามชม แฮ่ๆ

สมาชิกทริป : กุล เอี้ยว หญิง จุ มด แอน ซิน พี่ฟะ หงส์

Photo Albumภูเก็ต แฟนตาซีAug 21, '09 1:19 AM
for everyone
ddd
dThumbnaild
ddd
ที่ผมตั้งชื่อตอนอย่างงี้ไม่ได้เกี่ยวกับภูเก็ตแฟนตาเซีย แต่ประการใด แฮ่ๆ
ตั้งมาเพราะรูปชุดนี้คัดมาแบบที่มันดูเหนือจริง ได้อารมณ์แฟนตาซีหน่อย
ประมาณๆ นั้นครับ ก็ช่วยๆ กันดูให้มันแฟนตาซีหน่อยละกันครับ 555

ไปภูเก็ตรอบนี้เพื่อไปงานแต่งงานท่านตุล เสร็จงานท่านเล็กก็พาเที่ยวเกาะราชาใหญ่
ท่านอ๊อดก็พาเที่ยวเชาขาด เสียดายวันที่ไปฝนตก แสงเลยเป็นแบบที่เห็นครับ
ได้ฟ้าขมุกขมัวมาแทน คิดซะว่าได้อารมณ์ไปอีกแบบละกันครับ

ชุดนี้ดองนานไปหน่อยต้องขออภัยครับ เนื่องจากถ่ายมาไม่ค่อยดี ต้อง process ช่วย
เยอะพอควร เลยขี้เกียจทำ ดองไว้ก้นขวดเลย แฮ่ๆๆ ชุดหน้าเตรียมพบกับลาวใต้ครับ
โปรดติดตามชม ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาดูและให้กำลังเสมอมาครับ

ขอขอบคุณ
ท่านเล็กพาเที่ยวและให้ที่ซุกหัวนอน
ท่านอ๊อดที่พาไปถ่ายรูปที่เขาขาด

ddd
dThumbnaild
ddd
ทริปนี้นับเป็นทริปเที่ยวที่เปลี่ยนตัวสมาชิกทริปกันมากที่สุดเลยครับ จากราวๆ เกือบๆ สิบ
สุดท้าย เหลือสมาชิกผู้สู้ไม่ถอย อยู่ 3 ราย คือ ผม(กุล) ท่านหญิง และพี่ฟ๊ะห์ จะว่าไปก็ถือ
ว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับ ทริปที่ยิ่งไปไกลๆ สมาชิกจะยิ่งน้อยตามไปด้วย ...

ก่อนไป ผมอ่าน review เกี่ยวกับประเทศเวียดนามในเว็บท่องเที่ยวต่างๆ จนความอยาก
เที่ยวหายไปเกือบหมดเพราะมีแต่คนที่ไปมาแล้วบ่นไม่ประทับใจ โดนต้ม โดนเชือด ฯลฯ
ดีที่ท่านหญิงไปได้แรงเชียร์(และข้อมูลแน่นปึ๊ก)มาจากเพื่อน backpacker มือฉมังประกอบ
กับลูกตื้อของพี่ฟะห์ ที่ขยันโทรมาทวง(แกมขู่)ท่านหญิงด้วยกลัวว่าทริปจะล่ม
(ผมว่าที่ท่านหญิงไปได้ น่าจะเพราะเหตุผลหลังเป็นหลัก 5555)

เริ่มทริปศุกร์ที่ 13 มีค 2552 ก็นัดเจอกันที่หมอชิตครับ ซื้อตั๋วรถทัวร์รถ VIP 32 ที่นั่ง
กรุงเทพ- มุกดาหาร (570 บาท) ของ บ สหพันธ์ร้อยเอ็ดทัวร์ เอาไว้ ตามเวลาที่รถควรออก
คือ 2 ทุ่มตรง ไอ้ผมก็ออกจาห้อง 6 โมงกว่า ก็เลยต้องรีบสุดชีวิต นั่ง BTS แล้วไปต่อ taxi
อีกกลัวจะไปไม่ทันรถ ขนาดให้ taxi จอดหน้าสะพานลอยตรงข้ามหมอชิตแล้ววิ่งไปเองอีก
กลัวเสียเวลากลับรถ O_o'' แต่เอาเข้าจริงรถ 2 ทุ่มของผม กว่าจะออกจากหมอชิตล่อไป
2 ทุ่ม 45 นาทีโน่นเลย -.-'' เพราะรถทัวร์เองก็ติดอยู่ข้างหน้าเข้าหมอชิตสายเหมือนกัน 555
แต่อันนี้ก็ไม่ว่าอะไรกันครับรถติดถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่ภาคกลาง
พบมากที่กรุงเทพ (ฮา) กว่าผมจะไปถึงหมอชิตก็ฝ่าดงรถไปนานพอดูเหมือนกัน ...
(สำหรับคนชอบความตื่นเต้น แนะนำให้นั่ง มอไซค์จาก BTS จตุจักรไปหมอชิตจะเข้าท่ากว่า
คับ ทั้งเร็วทั้งเสียว ลองแล้วจะติดใจไม่ลืม กร๊ากกก...)


ออกจากหมอชิต 2045 น.ไปถึง บขส มุกดาหารราวๆ 6 โมงครึ่งครับ เพื่อนๆ ก็เข้าห้องน้ำไป
แปรงฟันล้างหน้ารอกันอีกซักพักใหญ่ กว่าห้องตั๋ว มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ของ บ ขนส่ง
จะเปิดขาย ตั๋วรอบเที่ยวแรกเช้าสุดคือ 7:30 ครับ ค่าตั๋วน่าจะ 50 บาท (ลืมแล้ว แฮ่ๆ) นั่งรถ
ได้แป๊บเดียวก็ต้องลงไปปั้ม passport และเขียนใบผ่านแดน (arrive/departure) ของ
ฝั่งไทยครับ ผ่านฝั่งไทยไปก็เจอ ตม ฝั่งลาวครับ จ่ายค่าธรรมเนียม ค่าโอทีของเจ้าหน้าที่
เสร็จก็มีเรื่องทำให้ผมงงมากคือ เค้าไม่มีใบเข้าออกประเทศให้เขียนครับ O_o'' ไอ้ตอนเข้านี่
ผมไม่กังวลเท่าไหร่แต่ตอนออกจากลาวนี่สิ ไม่มีใบเข้าออกประเทศเค้าจะให้ผมออกไหมเนี่ย
-.-''

สอบถามเจ้าหน้าที่ตม.ลาวก็ได้ความว่าใบเข้าออกเมืองลาวหมดครับ O_o' กระผมและทีม
งานก็ไม่รู้จะทำไงก็ต้องเข้าเมืองไปก่อนแล้วค่อยไปลุ้นเอาดาบหน้ากับ ตม ขาออกละกัน
(ซะงั้น) ไปถึง บขส สะหวันนะเขต ฝั่งลาวก็เกือบๆ 9 โมงเช้าแล้วครับ สอบถามพนักงาน
ขายตั๋วก็ได้ความว่า มีรถไปสะหวันนะเขต ออก 9 โมงเช้าพอดี (จริงๆ มีรถพิเศษสำหรับนัก
ท่องเที่ยววิ่งตรงไปเว้เลย สภาพรถน่าจะดีกว่ามากเป็นรถแอร์ VIP แต่จะออกวันเว้นวัน
เพราะต้องรอรถกลับจากเว้ก่อน ถ้าไปตรงวันนั่งรถพิเศษน่าจะสบายกว่ากันเยอะครับ)
ก็เลยรีบซื้อตั๋วแล้วขึ้นไปเลือก ที่นั่งได้ตามใจชอบ 555 สภาพรถทัวร์ลาวก็เหมือนเดิมครับ
คือ ดูแล้วไม่น่าจะวิ่งไปถึงจุดหมายได้ (ฮา) จริงๆ อย่าว่าวิ่งถึงจุดหมายเลย สภาพนี้วิ่งได้นี่
ก็ออกจะเหลือเชื่อแล้ว 5555

รถในลาวจะวิ่งจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กม/ชม ครับ ขับชมวิวไปเรื่อยๆ นั่งนานนมากกกกก
นั่งไปได้ซักพักนึงคนขับก็แวะตลาดครับ ก็มีน้องๆ หน้าตาน่าสงสารมาขาย ไข่ปิ้ง ไก่ปิ้ง
ชาเขียว เครื่องดื่ม ฯลฯ ผมคิดดูแล้วหนทางอีกยาวไกลไม่ได้ซื้อเสบียงตุนไว้เห็นจะไม่เข้าที
เลยอุดหนุนขนมเค๊กชิ้นใหญ่ๆ จากน้องมาชิ้นนึง รสชาติก็ไม่เลวครับ เยอะดี น่าจะอยู๋ท้อง
นั่งรถทัวร์ไปเรื่อยๆ สภาพบ้านเมืองแถวๆ ใกล้ๆ ชายแดนแห้งแล้งมากๆ ครับ ไม่มีน้ำเลย
ดินก็แห้งแล้ง ไม่เห็นมีสวนผลไม้หรืออะไรซักเท่าไหร่ นาข้าวก็ค่อนข้างน้อย อาจจะเพราะไม่มี
ระบบชลประทานที่ดีพอ อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

รถคันที่ผมนั่งขับแบบกินลมชมวิวมากๆ ครับ ยิ่งดูป้ายบอกระยะทางที่จะถึงชายแดนผมก็ยิ่ง
หวั่นใจว่าขับแบบนี้มันจะทันได้ไง(วะ)เนี่ย ถ้าไปถึงชายแดนตอนค่ำ นี่คงลำบากหารถตู้กัน
น่าดูเลย (ตามข้อมูลหนังสือเที่ยวไม่ง้อทัวร์ ของคุณภูและจากข้อมูลตามเว็บบอร์ดต่างๆ)
คิดไปคิดมาระหว่างทาง ฟ้าดินก็ส่งผู้โดยสารท่านใหม่ขึ้นมา (จริงๆ ไม่เกี่ยวกับฟ้าดินครับ
โชเฟอร์แวะรับไปเรื่อย 555) เป็นน้องสาวชาวลาว น้องเค้าอายุยังวัยรุ่นอยู่ครับ นั่งข้างพี่ฟะ
ห์พอดี พี่ฟะห์เลยชวนคุยเรื่อยเปื่อย ได้ความว่าน้องเค้าชื่อ หล้า จะไปพักที่เว้ เดี่ยวแฟนเค้า
จะมารับ ตรงด่านลาวบาว ก็เลยเข้าทางครับ แฮ่ๆๆ ไหนๆ คนลาวก็ใจดีอยู่แล้ว พี่ฟะห์ก็เลย
แย๊บๆ ไปดู ว่าจะขอติดรถไปด้วย น้องหล้าก็บอก ว่าน่าจะได้แต่ขอถามแฟนดูก่อน พวกเรานั่ง
รถต่อไปอีกนานนนนมากกกกก ในที่สุดเราก็มาถึงท่ารถลาวบาวซะทีครับ ถึงราวๆ บ่ายสาม
โมงเย็น (น้องลี่บอกว่า จริงๆ ควรจะถึงก่อนหน้านี้ราวๆ หนึ่งถึงสองชั่วโมง ...) ลงจอดตรงคิว
รถลาวบาว แล้วก็ต้องนั่งมอไซค์ไปด่านลาวบาวอีกทีระยะทางค่อนข้างไกลพอควร ตอนแรก
ถามมอไซค์ว่าไปด่านเท่าไหร่ พี่แกบอกซะ 100 นึง O_o'' จริงๆ มันน่าจะซักกิโลเดียวเองคับ
คิดตั้ง 100 บระเจ้าจ๊อด เมพขิงๆ 555 แน่นอนครับ ก็ต้องต่อ ต่อไปต่อมาก็เหลือ 40 บาท
ด้วยความรีบๆ เบื่อเสียเวลานั่งรถทัวร์มานานก็ตกลงเอาราคานี้ครับ เพื่อนๆ คนไหนอยากลอง
ต่อเยอะกว่านี้ก็ลองดูครับ ระวังตกรถด้วย เสียน้อยเสียยาก 555 รถมอไซค์ขับไปจอดตรงตม
พวกเราก็ลงไปจัดการเรื่องออกจากประเทศลาวที่ตม ด่านสะหวันนะเขต ส่วนน้องหล้าก็ล่วงหน้า
ไปก่อนบอกว่าจะไปรอพวกเราอยู่ฝั่งเวียดนาม พอเจอหน้า ตม. ลาวก็ถามหาบัตรผ่านแดน ผม
ก็ลุ้นระทึกเพราะกลัวเค้าจะไม่ให้ผ่าน แล้วก็บอกไปตามที่ ตม. ขาเข้าบอกมาคือบัตรหมดเค้า
เลยไม่ได้ให้มา ตอนแรก ตม ลาวทำหน้างงใหญ่ สุดท้ายก็ให้ใบเข้าออกประเทศมาให้เรา
เขียนเฉพาะหน้าขาออกกันใหม่ ในที่สุดก็ผ่านมาได้ด้วยดี (รอดไป อิอิ) ผ่านตม ลาว มาหันๆ
มองหาน้องหล้า ก็ไม่เห็นวี่แวว เลยคิดว่าเค้าคงไม่รอเราแล้ว Y__Y พวกเราก็แวะเข้าห้องน้ำ
ทำธุระกันซะยกใหญ่ เพราะนั่งรถในลาวจะไม่มีแวะปั้มให้ฉี่ จะแวะข้างทางทำเลรกๆ อย่าง
เดียว สมาชิกทริปเลยยังไม่ได้เข้าห้องน้ำกัน อีกพักใหญ่หลังเสร็จธุระก็เดินผ่าน ประตูด่าน
สะหวันนะเขตออกไป ประตูด่านลาวบาวของด่านเวียดนามจะอยู่ห่างออกไปราว 2-3 ร้อยเมตร
ตอนเดินช่วงระยะทางตรงนี้จะมีแม่ค้ารับแลกเงินตามตื้อนับสิบ เสนออัตราแลกเปลี่ยนทั้ง
ไทย ดอลล่า กีบ เปลี่ยนเป็นด่อง ผมลองถามไปเล่นๆ เจ๊แกเล่นมุขแกล้งจิ้มเครื่องคิดเลข
ผิดตก 0 ไปตัวนึง โกงกันหน้าด้านๆ เห็นๆ -.-'' แนะนำว่าแลกดอลมาจากไทยก็พอครับ
ที่ลาวใช้จ่ายแค่นิดๆ หน่อยๆ ใช้เงินไทยได้ ตั๋วรถมาด่านลาวบาว ผมก็ซื้อเงินไทยเหมือนกัน
มีก็แค่มอไซค์จากท่ารถลาวบาวมาด่านที่ขอเป็นเงินลาว(ตรงนี้ผมไม่ได้แลกเงินลาวมา เลยจำใจ
แลกเงินลาวกับแม่ค้าแลกเงินแบบจำยอมโดนฟัน แต่แลกไปแค่สิบยี่สิบบาท)
เดินผ่านไปอีกนิดก็เจอ ตม เวียดนาม ครับ งงๆ กันนิดหน่อยเพราะเวียดนามไม่ต้องเขียนบัตร
ผ่านแดน ปั้มพาสปอร์ตอย่างเดียวคุยอังกฤษกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ที่กวน
คือพี่แกจะเปิดพาสปอร์ตหน้าสุดท้ายของเราแล้วปั้มเอาตรงหน้าสุดท้ายนั้นเลยครับ -*- ไม่
ยอมปั้มต่อจากหน้าล่าสุดที่เราใช้ อันนี้ผมก็ไมทราบเหตุผลจนถึงทุกวันนี้ ใครรู้ช่วยบอกผมที
-.-''

ตอนเดิมผ่าน ตม เวียดนามชักเสียวๆ ครับว่าจะตกรถตู้จากลาวบาวไปเว้รึเปล่าเพราะอ่าน
คู่มือพี่ภูแล้วบอกว่ารถตู้ตรงนี้จะชอบฟันราคานักท่องเที่ยวแบบสุดโหด แถมตอนนั้นก็เวลา
เย็นๆ แล้วกลัวจะไปถึงเว้ดึกเกินไป เดินไปซักพักพอเลย ตม. ก็เจอน้องหล้าและแฟนนั่งรอ
พวกเราอยู่ครับ โอ้ววววววว คนลาวใจดีจริงๆ ไม่ผิดหวังครับท่าน! แต่แอบรู้สึกผิดเล็กน้อย
เพราะคิดว่าเค้าไม่รอแล้วเลยมัวแต่เข้าห้องน้ำกันซะนาน เดินเอ้อระเหย ชมนกชมไม้ ทำให้
เค้าต้องรอนาน แฮ่ๆ

แฟนน้องหล้า ชื่อ ปีเตอร์ครับ เป็นฝรั่ง(สัญชาติไหนนี่ผมลืมไปแล้วต้องขออภัย) คุณปีเตอร์
ทำงานที่ไทยอยู่หลายปีแล้วเพิ่งจะย้ายไปทำที่เวียดนาม เลยพูดไทยได้คล่องมาก ผมและ
เพื่อนพูดไทยคุยกันสบายใจครับ ก็นั่งรถกระบะคุณปีเตอร์ไป วิวระหว่างทางสวยมากครับ
ความเขียวขจีมันต่างกับฝั่งลาวลิบลับเลยแค่ผ่านด่านเวียดนามมานิดเดียวไม่กี่กิโล
ผมละงงจริงๆ มีแม่น้ำ ลำธาร น้ำตก ภูเขาก็เขียวดี ระหว่างทางจะเห็นแปลงปลูกข้าวอยู่
แทบทุกที่เลย

คุณปีเตอร์ขับได้สยองพอสมควรครับ -.-'' เร็วมากๆ แถมขับไปหยอกเหย้ากะคุณหล้าไป
กะหนุงกะหนิงไม่ค่อยได้มองทางซักเท่าไหร่ O_o'' มีช่วงนึงกะลังหยอกกันไปหยอกกันมารถ
ถึงทางโค้งพอดี รถสิบล้อสวน คุณปีเตอร์แกเพิ่งหันไปเห็นก็กระฉากพวงมาลัยวูบ แล้วมา
หยอกกะน้องหล้าต่อ ผมละเสียวจริงๆ หัวใจหล่นไปตาตุ่มเลย Y__Y

นั่งๆ ไปแอบสังเกตุรถเมล์เวียดนามครับ (ไม่งั้นก็คงเป็นรถทัวร์) เมล์ชมพู อารมณ์ประมาณเมล์
เขียวบ้านเรา จะขับซิ่งสุดๆ แบบไม่เกรงใจใคร(แม้แต่ยมบาล -.-'') มีอยู่คันนึงแซงหน้ารถพวก
เราไป แล้วไปแซงสิบล้ออีกที แต่แซงไม่ทันพ้นและไม่ยอมถอย สิบล้อฝั่งตรงข้ามขับมายัง
ต้องหลบเมล์ชมพูลงไหล่ถนนเลย -.-'' สิบล้อ 3 คน อยู่บนถนน 2 เลน เจี๊ยกก!!
ใครไปเวียดนามถ้าไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งก็อย่าไปนั่งเมล์ชมพูเค้านะครับ ตีนผีสุดๆ
เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน 555

ระยะทางจากด่านลาวบาวไปถึงเว้ไกลมากๆ ครับ (ขนาดคุณปีเตอร์ขับซิ่งซะขนาดนั้น -.-'')
นั่งนานมากๆ ในที่สุดก็ถึงซักทีคุณปีเตอร์และคุณหล้าตั้งใจจะกลับบ้านที่เมืองดานังแต่แวะพัก
ที่เมืองเว้ก่อนคืนนึง คุณปีเตอร์ก็ยังอตุส่าห์มีน้ำใจชวนให้ติดรถไปดานังด้วยกันวันพรุ่งนี้อีก
ผมและเพื่อนๆ ซึ้งในน้ำใจทั้งสองจริงๆ ต้องขอขอบคุณคุณปีเตอร์และคุณหล้ามา ณ ที่ด้วยครับ

ทั้งสองก็แวะพักแถวๆ ย่านเกสเฮาต์ในย่านเมืองเก่าแต่เป็นโรงแรมหรู คืนละ 30 เหรียญเลย
คุณปีเตอร์ชวนให้พักด้วยกัน เดี๋ยวจะบอกเปิดห้องเพิ่มให้ แต่สมาชิก backpacker สู้ราคาไม่
ไหว แฮ่ๆ เลยเดินๆ หาที่พักเอาย่านๆ นั้นครับ เกสเฮาต์ที่แนะนำในหนังสือพี่ภูลองไปถาม
ราคาดู คืนนึงประมาณ 12$ มั้งครับ ห้องอยู่สูงแถมบันใดแคบๆ ขึ้นได้ทีละคน พวกผมดูๆ
แล้วมันแพงกว่าหนังสือพอควร (แต่จริงๆ ถ้าแปลงเป็นเงินไทยก็ถือว่าถูกกว่าบ้านเราเยอะนะ)
เลยลองเดินหาแถวใกล้ๆ ดูอีกที่ครับ ท่านหญิงก็ไปเจอโรงแรม anh tuat อยู่ในซอกตึกของ
รร ที่คุณปีเตอร์พัก เลยเข้าไปถามราคาแต่พนักงานคุย อังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่อง แถมยังหยิบใบ
ราคาผิดเอาราคาสำหรับคนเวียดนามขึ้นมา แอบเห็นแว๊บๆ ว่าคืนละ 6$ ตอนหลังหยิบ ใบ
ราคาภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติขึ้นมาแทน เขียนไว้ 7$ ท่านหญิงก็ไม่ปล่อยโอกาสให้
ลอยนวลครับ ต่อจนเหลือ 6$ ตามราคาคนเวียดนามแน่นอนครับ 555

สภาพห้องสะอาดเรียบร้อยดีครับ ถูกกว่าที่แรกครึ่งนึงแต่ห้องดูดีกว่าที่แรกด้วยซ้ำ O_o''
(คาดว่าคงเป็นเพราะยังไม่ค่อยมีชื่อลงในพวกในไกด์บุ๊ค) มีแปรงสีพันยาสีพัน แจกให้พร้อม
ห้องติดแอร์ มีน้ำอุ่น เสียอย่างเดียวก็ผ้าเช็ดตัวบางไปนิดครับ
(จะบ่นอะไรอีกคืนละ 200 บาท 55)

หลังจากพักก็ตามแผนกันต่อครับ กินข้าวเสร็จก็จะไปซื้อทัวร์ของ sinh cafe ตามหนังสือพี่ภู
แนะนำ แต่เห็น sinh cafe มี 2 ที่ กลัวปลอม ท่านหญิงเลยเดินไปถาม office ทัวร์ร้านข้างๆ
sinh แทนเป็นทัวร์ของโรงแรมใกล้ๆ แถวนั้น ลองคุยๆ เห็นคนขายคุยดี ให้ข้อมูลต่างๆ
ละเอียดดี ได้ตั๋วไปฮอยอันมา รถออกตอนบ่ายโมงพรุ่งนี้ บอกว่าจะแวะ marble montain กับ
ชายทะเลด้วย แถมมารับถึงหน้า guest house อีกต่างหาก เออสะดวกดีแหะงั้น ลองดูละกัน
ได้ตั๋วปุ๊ปก็เดินเที่ยงเมืองเว้ยามราตรีกันต่อ

ผมกับเพื่อน เดินๆ ผ่านสีแยกๆ ผมกับพี่ฟะและหญิงก็คุยกันสนั่นหวั่นไหวเพราะไม่มีคนรุ้เรื่อง
อยู๋แล้ว (ไม่รู้เหตุผลเดียวกันรึเปล่าพวกนักท่องเที่ยวบ้านที่มาเที่ยวบ้าน เรามันจึงชอบคุยกัน
เสียงดังๆ ไม่เกรงใจชาวบ้าน -.-'') ซักพักผมแอบเห็นน้องผู้หญิงคนนึงมองตาแป๋วมาที่พวก
เรา เอ ทำไมจ้องเขม็งซะขนาดนั้น ซักพักก็ อ๋อออ "คนไทยใช่ไหมคับ" มาถึงเว้ก็มาเจอคน
ไทยอีกจนได้ครับ สอบถามได้ความว่า พี่หมู(คุณพ่อ) พี่แคมป์ (คุณแม่) น้องพลอย(คุณลูก)
พี่ชัย (คนขับรถ) มาเที่ยวเวียดนามกัน น้องพลอย ก็ดีใจใหญ่ที่ได้เจอคนไทยชวนๆ คุยกัน
เห็นพี่แคมป์ก็ถือคู่มือเที่ยวเวียดนามฉบับพี่ภูมาเหมือนกัน (เล่มนี้มันฮิตจริงๆ 1) สอบถามได้
ความว่า เหมารถตู้มาจากลาวกะมาเที่ยว เว้ ฮอยอัน ก็เลยก็แลก เปลี่ยนข้อมูลกัน โปรแกรม
เที่ยวคล้ายๆ กัน หลังจากร่ำลาพี่หมูและครอบครัว พวกเราก็ไปเดินถ่ายรุปสะพานเจ็ดสี แล้ว
แวะไปกินน้ำชาที่ร้านมิสเตอร์คูที่แนะนำไว้ในหนังสือพี่ภู ไปถึงมิสเตอร์คูก็เข้ามาถามไถ่ครับ
ว่ามาจากประเทศไหน พอเราบอกประเทศไทยแกก็ขอบอกให้เปิดหนังสือพี่ภูไปหน้าที่มีแนะ
นำร้านแกจำหมายเลขหน้าได้อีกต่างหาก O_o'' (เล่มนี้มันฮิตจริงๆ 2)

อากาศที่เวียดนามวันที่ผมไปถึงหนาวเกินที่ผมคาดไว้เยอะครับ (ดูในหนังสือคาดไว้ว่าเป็นฤดู
ฝนนี่หว่า -.-'') พี่ฟะกับท่านหญิงเอาเสื้อหนาวมาด้วยก็สบายไปเหลือแต่ผมที่ไม่ได้เอามาก็
เลยต้องแวะหาซื้อเสื้อหนาวใส่ก่อนกลับไปพักผ่อนกันที่เกสเฮาส์


วันรุ่งขึ้นผมและสองสาวก็ตื่นเช้ากันเดินจากเกสเฮาต์ไปพระราชวังต้องห้ามกัน ระหว่างทาง
เห็นชาวเวียดนามนั่งกินเฝอเป้นระยะๆ ตามข้างทางสุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องไปนั่งกินกับเค้า
ด้วยครับ ราคาชามละประมาณ 20 บาทถูกกว่าที่ลาวเยอะเหมือนกัน (ลาวถ้วยนึง 40 บาทขึ้น
ไป) คงเป็นเพราะเวียดนามเป็นอู่ข่าวอู่น้ำเหมือนไทยข้าวปลาอาหารเลยไม่แพงแบบลาว กิน
เสร็จก็เดินต่อระยะทางก็ไกลพอควรน่าจะซัก 1-2 กิโล แต่ก็ได้ชมบรรยากาศเว้ยามเช้าไปใน
ตัว คนเวียดนามจะขี่จักรยานและมอไซค์กันเป็นส่วนใหญ่ครับ เช้าๆ นี่เสียงแตรดังสนั่นหวั่น
ไหว ตลอดทาง ผมเห็นเค้าก็บีบแตรซะเหมือนบีบทักทายกันซะมากกว่าเพราะไม่เห็นใครจะ
สนใจเสียงแตรกันเลย -.-''

มอไซค์นี่ก็ขับกลางถนนตลอด ถ้ามีโอกาสได้นั่งแท็กซี่เวียดนามจะได้สัมผัสประสบการณ์
เร้าใจที่ยากจะลืมเลยครับเพราะแท๊กซี่ต้องแซงมอไซค์ที่ขับกลางถนนไม่ยอมหลบ ทำให้รถ
แท๊กซี่ต้องไปอยู่เลน ตรงกันข้ามบ่อยๆ มากจนบางกว่าจะรู้ตัวว่าอยู่อีกเลนส์จังหวะที่มีรถสวน
มาโน่น -.-'' แถมเวียดนามเนี่ยขับรถเลนส์ขวาครับยิ่งงงๆ ไปใหญ่ ตอนจะข้ามถนนใน
เวียดนามนี่ก็ชวนตื่นเต้นพอควรครับ รถมอไซค์เยอะมาก จะข้ามถนนทีก็ต้องหาจังหวะดีๆ
เดินดุ่ยๆๆ วัดใจกันเห็นๆ -.-'' เดินกันมาพักใหญ่เราก็มาถึงพระราชวังต้องห้ามกันซักทีครับ
คิดค่าเข้าชมด้วย ผมลืมราคาไปแล้วต้องขออภัย แฮ่ๆ เดินๆ เข้าไปดู ทางเข้าข้างหน้าดูยิ่ง
ใหญ่ดีครับแนวๆ หนังจีน แต่พอเข้าไปข้างในมีเพียงอาคารใหญ่ๆ เหลือเพียงหลังเดียวครับ
ที่เหลือโดนระเบิดถล่มตอนสงครามเวียดนามหมดแล้ว เหลือแต่ซากให้ดู (ผมเริ่มเกลียด
สงครามแล้ว -*-)

ด้านในจะมีเป็นอาคารคล้ายๆ หอประชุมเล็กๆ เข้าไปข้างในนักท่องเที่ยวสามารถเช่าชุด
ฮ่องเต้ใส่ถ่ายรูปเล่นๆ กันได้ เดินไปเดินมาก็ไปเจอกรุ๊ปทัวร์คนไทยใส่หมวกสีส้มเป็น
สัญลักษณ์มากันหลายสิบคนเลย พูดไทยกันว่อน ฟังแล้วอุ่นใจดีคับ เอิ๊ก ซักพักก็เจอกับ
ครอบครัวพี่หมูอีกแล้วครับ เจอกันอีกจนได้ ถามไถ่ได้ความว่าเดี๋ยวครอบครัวพี่หมูจะไป
วัดเจดีเทยนหมูเหมือนกัน ผมและสมาชิกก็เลยได้โอกาสขอติดรถพี่หมุไปเที่ยวเจดีย์เทียนหมู
ด้วยคน เพราะว่าเจดีย์เทียนหมูอยู่ไกลจากวังต้องห้ามพอควรครับ เดินไม่ไหว ที่วัดเจดีเทียน
หมูก็ได้เจอพระสงฆ์เวียดนามซักทีครับ มาเวียดนามตั้งนานหาพระไม่เจอเลย ผมค่อนข้าง
แปลกใจนิดๆ ทั้งๆ ที่โบสถ์คริสก็ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ไม่ค่อยได้เจอพระซักเท่าไหร่ ก็ได้ดู
พิธีกรรมของเค้าด้วย ค่อนข้างต่างกับบ้านเราพอควร ออกไปทางแนวๆ พระแบบจีนหน่อย
เที่ยววัดเสร็จ พี่หมูก็ใจดีให้พี่ชัยขับรถตู้มาวกมาส่งถึง guest house เลย ต้องขอขอบคุณพี่
หมูและครอบครัวไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

พวกเราก็เดินไปหาอะไรกินแถวๆ ใกล้ๆ เกสเฮาส์ครับ มื้อนี้กินๆ แบบรีบๆ ไม่ได้เลือกร้านอะไร
มาก หลังกินข้าวเสร็จก็ลองไปนั่งกินน้ำชาแบบเวียดนามครับ ร้านน้ำชาเค้าตั้งอยู่ตรงสี่แยก
เลย ในร้านมีเก้าอี้เตี้ยๆ หันหน้าออกไปทางสี่แยก ผมก็สงสัยว่ามันมีอะไรให้ดูกันเนี่ย -.-''
ก็ลองๆ ไปนั่งกับเค้าบ้างครับ นั่งดูรถดูสาวๆ ก็สนุกดีไปอีกแบบครับ สาวๆ สาวเวียดนาม นี่
ขาว สวย หมวย อึ๋ม ผมยาว หุ่นดี อีกต่างหาก แต่หนุ่มๆ หน้าตาไม่ค่อยหล่อเท่าไหร่ เหอๆ ดูๆ
ไป คนเวียดนามหาคนอ้วนแถบไม่เจอเลย แม้แต่ตำรวจ(ขนาดตำรวจที่บ้านเราต้องมีโครงการ
ตำรวจไทยไร้พุง 55) ตำรวจเวียดนามยังหุ่นผอมเพรียวกันทุกคนจนผมตะลึง 55 อันนี้ผมเดา
ว่าน่าจะมาจากอาหารการกินของเค้าที่เน้นไปทางผักและการออกกำลังการจากการปั่น
จักรยานในชีวิตประจำวันกันทุกวันอยู่แล้ว

กลับมาร้านน้ำชาต่อ กาแฟเวียดนามก็ชงมาขมปี๋แนวๆ เดียวกับกาแฟลาวครับ (รู้สึกกาแฟ
ไทยจะจืดสุดในภูมิภาคแหะ เหอๆ) นั่งๆ กินกาแฟข้างถนนดูรถดูสาวตรงสี่แยกก็เพลินๆ ดีไป
อีกแบบครับ 555 หลังจากนั้นผมและลูกทัวร์ก็ต้องรีบไปเก็บของเพราะรถที่จะไปฮอยอัน
ออกราวๆ บ่ายโมง รอแล้วรออีกรถก็ไม่มาซักที เอ ชักจะยังไงๆ ซักพัก มีผู้หญิงคนนึงมา
ถามหาว่าซื้อทัวร์ไว้ใช่ไหมงั้นเดินตามมาเลย (ไหนบอกมารับถึง guest house ฟระเนี่ย -.-'')
เดินตามไปซักพักก็ไปรอรถที่แถวๆ หน้า office บ ทัวร์นัน่เอง -*- แถมรถก็ไม่มีหมายเลขที่นั่ง
ซะด้วย O_o'' ผู้โดยสารคนอื่นๆ เค้าไปขึ้นเองที่office และหน้าโรงแรมรถเกือบเต็มแล้ว เรา
เลยได้ที่นั่งหลังสุดตามระเบียบ อืม โดนอย่างงี้ซะบ้างค่อยเริ่มรู้สึกว่ามาถึงเวียดนามหน่อย
กร๊ากกกก -.-''

สภาพรถพอใช้ครับดีกว่ารถลาว มีแอร์แต่เหมือนไม่มี ร้อนๆ หน่อย 55 อารมณ์ประมาณ ป1
บ้านเรา วิวข้างทางสวยใช้ได้ครับ เห็นคนเวียดนามทำนาไว้ทุกหนทุกแห่งตามข้างทาง แม้
แต่ที่ริมทะเล ที่ควรมีพวกป่าชายเลน เค้าก็ทำนาปลูกข้าวกันสบายใจ ขึ้นเขียวดีอีกต่างหาก
O_o''

นัง่ไปได้พักใหญ่ก็แวะรับฝรั่งที่ guest house ระหว่างทางครับ ขึ้นมาก็ไม่มีที่นั่งต้องโหนกัน
ไป (มันจัดที่กันยังไงวะเนี่ย...) นั่งไปได้ซักพักก็ต้องลอดอุโมงทะลุภูเขาไป ออกอีกด้านครับ
ตอนนี้ก็มีโทรศัพท์เข้ามา เป็นสายพี่หมุก็โทรมาถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ต้องขอบคุณไว้
อีกรอบครับ พี่หมูบอกว่าถึงฮอยอันแล้วที่พักหายากมาก แกได้ห้องราคา 15$ อยู่ย่านเมืองเก่า
เลยจะให้แกจองเผื่อด้วยใหมพวกเราถามๆ กันดู ก็ตกลงว่าว่าจะไปลองเดินหาเองเพราะใน
หนังสือห้องพักมันราคาราวๆ 10$ ตอนนั้นไม่คิดอะไรความงกเข้าครอบงำล้วนๆ ไม่เฉลียวใจ
ซักนิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฮา..

หนังสือพี่ภูบอกว่าถ้านังอ้อมเขาไม่เข้าอุโมงวิวจะสวยกว่า อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ
เพราะไม่ได้ไปทางนั้น นั่งไปซักพักใหญ่ๆ รถก็วิ่งผ่านดานัง เมืองดานังเป็นเมืองท่าชายทะเล
มีตึกสูงๆ เยอะแยะมากมายครับ คิดถึงกรุงเทพเลยดูเป็นเมืองใหญ่เอามากๆ เลย รถก็ขับเลียบ
ริมทะเลมาเรื่อยๆ ทะเลบ้านเค้าดูไม่สวยเอาซะเลยครับ ทรายสีน้ำตาลๆ หน่อย คลื่นก็แรง
มาก ดูแล้วก็ไม่แปลกใจครับว่า ทำไมชายหาดชายทะเลเกาะแก่งบ้านเราจึงเป็นที่นิยมของ
ฝรั่ง เพราะทะเลบ้านเราสวยกว่าเยอะจริงๆ ครับ นั่งๆ ดูวิวมาพักนึงมาสะดุดเมื่อเห็นป้าย
"marble mountain" ค่อยๆ เลื่อนผ่านรถไป เฮ้ย!! มันเลยมาแล้วนี่หว่าไหนบอกว่าจะแวะ
marble mountain ก่อน O_o'' โดนซะอีกหนึ่งดอก เหอๆ สังเกตุดูผุ้โดยสาร ในรถบ่นๆ
เหมือนกัน สงสัยคงจะโดนต้มมาเหมือนกัน 5555 ซักพักรถก็มาถึงฮอยอันซักทีครับ
พนักงานบอกว่ารถจะแวะให้ลง 2 จุด จุดแรกจะเป็นเกสเฮาส์ราคาถูกคุณภาพดี คืนละ 15
เหรียญ อีกจุดจะเป็นย่านเมืองเก่าซึ่งเค้าบอกว่าที่พักแถวนั้นเต็มหมดแล้วผมก็ชักไม่ค่อยจะ
เชื่อใจ บ นี้ซักเท่าไหร่ กะว่าจะไปหาห้องพักย่านเมืองเก่าเองดีกว่า น่าจะได้ราคาถูกกว่านี้
คิดว่าโรงแรมคงจะไม่เต็มจริงแต่อยากให้เราพักโรงแรมเค้าเอง แต่ฝรั่งในรถลงเกือบหมดพัก
รร แรกกันหมด ทำเอาผมใจหวิวๆ เล็กน้อย 55 หลังจากฝรั่งลงจนเกือบหมดรถ (เหลืออยุ่ 2-3
คน) รถก็ขับไปอีกนิดนึงไปจอดย่านเมืองเก่า ปล่อยพวกเราลงตรงสี่แยกตอนนั้นก็เริ่มมืดแล้ว
กว่าจะหาทิศเจอนั่งดู แผนที่ตั้งนาน 55 ผมกับเพื่อนก็เริ่มเดินเข้าไปแถวๆ ถนนที่ guest
house เยอะๆ ลองๆ ถามดู guest house แห่งแรกว่างดูข้างนอกไม่ค่อยน่านอนเลยกะว่า
เดี๋ยวไปดูให้ทั่วๆ ก่อน ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็ไม่เจอห้องว่างเลย มีว่างอยู่ที่เดียวที่ราคาสูง
เลยว่าง คืนนึงราวๆ 25$ แพงเวอร์ไปมากๆ (แถวๆ นี้ห้องพักส่วนใหญ่ราคาราวๆ 12-15$)

ผมกับเพื่อนเลยเดินกันต่อจนไปทะลุอีกซอยนึงแล้วเดินวกเข้าเมือง ถามกี่ที่กี่ที่ก็เต็มหมด
Y__Y จะกลับไปที่แรกก็ไกลมากแล้ว (และคงจะเต็มอีกเพราะมีฝรั่งแบกเป้เดิน มาทีหลังเรา
หลายคน) ตอนนั้นอารมณ์แบกbackpack ใบใหญ่ๆ เดินตามหาห้องพักทั้งเหนื่อยทั้งเพลียกัน
เต็มที่ กะว่าจะเดินวกไปหาห้อง พักที่รถทัวร์มันจอดจุดแรก ดูแผนที่แล้วคงเดินอีกไกลมากๆ
สมาชิกชักไม่ไหว สุดท้ายเลยคิดถึงพี่หมู น่าจะเชื่อแกตั้งแต่แรกว่าห้องพักหายาก -.-'' เลย
ต้องโทรถามพี่หมูว่าห้องพักที่แกได้ ราคา 15$ อยู่ตรงไหนของเมือง พี่หมูก็ใจดีมากครับให้พี่
ชัยคนขับรถปั่นจักรยานมาตามพวกเราไปโรงแรม แถมยังให้ผมไปนอนห้องพี่ชัย จะได้
ประหยัดค่าห้องไปหนึ่งคืน ต้องขอขอบคุณพี่หมุและครอบครับมากๆ อีกทีเลยครับ
หลังจากเก็บของเข้าห้องพัก พวกเราก็ไปหาของกินที่ตลาดฮอยอันกับครอบครัวพี่หมู
ไปกินแถวๆ ตลาดจะมีร้านอาหารบรรยากาศโรแมนติกน่านั่งมากๆ ครับ รวมไปถึงร้านเครื่อง
ดื่ม ที่ตลาดจะมีร้านรวมๆ กันหลายๆ ร้านคล้ายๆ โรงอาหาร ผมทานบะหมี่ผัดไปจานนึง
คล้ายๆ ยากิโซบะ รสชาติอร่อยใช้ได้ครับ พวกเกี้ยวทอดก็อร่อยดีหลังจากกินข้าวกันเสร็จพวก
เราก็แยกย้ายกับครอบครัวพี่หมุไปนั่งร้านเครื่องดื่มริมน้ำกันต่อครับ เมืองฮอยอันจะมีพวกบ้าน
เรือนเก่าๆ ทาสีสันบ้านแบบจัดจ้าน ตอนกลางคืนก็จะเปิดขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว
ส่วนนึงก็ทำเป็นร้านอาหาร เดินเล่นในตัวเมืองก็ได้บรรยากาศดีไปอีกแบบครับ ตามบ้านเรือน
เค้าจะประดับประดาด้วยโคมไฟ ออกแนวบ้านจีนๆ เสียดายตอนที่เราไปยังไม่ใช่หน้าเทศกาล
เลยโคมไฟน้อยไปนิด จะว่าไปเดินเที่ยวเมืองฮอยอันตอนกลางคืนก็ได้อารมณ์ชิลๆออกแนวๆ
เมืองปาย,หลวงพระบางอะไรเทือกๆ นั้นครับ ต่างกันตรงจะบรรยากาศแบบจีนๆ หน่อย และก็
ชีวิตผู้คนจะไม่เรือ่ยๆ เคลื่อนช้าๆ ถึงขนาดหลวงพระบาง ฮอยอันจะดูเป็นเมืองเร่งรีบกว่า
(สาวๆ ก็ปั่นจักรยานกันเร็วมากๆ ถ่ายรุปไม่ค่อยทัน 55) พวกเราตกลงกันว่าจะพักค้างคืนที่
ฮอยอันอีกหนึ่งคืนจะได้ไม่เหนือ่ยมาก หลังจากพักผ่อนเต็มอิ่ม รุ่งเข้าพวกเราไปเดินเที่ยว
ตลาดฮอยอันกันครับ อันนี้ก็แนวๆ ตลาดสดบ้านเราไปดูว่าชาวฮอยอันเค้ากินอยุ่กันยังไง เจอ
น้องๆ นักเรียนในชุดอ่าวหย่ายปั่นจักรยานมาขึ้นเรือที่ท่าเรือข้างๆ ตลาด (น้องๆ ก็ขนจักรยาน
ลงเรือไปด้วย) เดินๆ เล่นระหว่างทางเจอพวก อาหารเช้าคล้ายๆ ไข่กระทะกินกับขนมปัง เลย
ลองชิมกันดูรสชาติไม่เลวเลยทีเดียวครับ หลังจากนั้นพวกเราก็ซื้อตั๋วเข้าชมสะพานญี่ปุ่น
ตั๋วเข้าชมสามารถเลือกชมบ้านโบราณ และพวกการแสดงได้ แต่วันที่ผมไปนี่รู้สึกจะไม่มีการ
แสดง เลยไปเที่ยวบ้านโบราณกัน บ้านโบราณอารมณ์ประมาณโรงเตี้ยมในหนังจีนแหละครับ
ทำด้วยไม้ทั้งหลัง แต่บ้านมันเก่ามากขึ้นพร้อมกันหลายคนไม่ได้เดี๋ยวพัง เหอๆ หลังจากนั้นก็
ไปดูเค้าสาทิตทำพิธีแบบจีนๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นพิธีอะไรเหมือนกัน ไม่เห็นมีใครอธิบายเลย -.-''

ดูเสร็จก็ไปเที่ยวสมาคม คนจีน อันนี้ก็อารมณ์ประมาณวัดจีนบ้านเรา เยาวราชเทือกๆ นั้น โดย
รวมสถานที่ที่ต้องซื้อตั๋วเข้าไปชมดูผมออกจะเฉยๆ เป็นส่วนใหญ่ครับ ไม่รู้สึกว่าคุ้มซักเท่า
ไหร่ แฮ่ๆๆ

ขากลับจากสะพานญี่ปุ่น เห็นมีชาวเวียดนามมาถ่าย pre-wedding กันที่แถวๆ สะพานญ๊ปุ่น
ด้วย (ตอนผมนั่งรถไปฮอยอันเจองานแต่งงานระหว่างทางเยอะมากๆ ครับ ประมาณ 6-7 งาน
เลยทีเดียว)

หลังจากเดินเที่ยวจนเหนือ่ยก็กลับไปนอนกลางวันเอาแรงต่อที่โรงแรมอีกรอบ เนื่องจาก
เพลียที่รีบตื่นมาเดินเล่น ตื่นอีกทีเอาตอนเย็น กินข้าวเย็นกันเสร็จ พอตกตอนกลางคืนพวก
เราก็ไปเดินซื้อพวกโคมไฟของที่ระลึกริมน้ำกันครับเป็นของที่ระลึกที่ไม่น่าพลาดครับราคาถูก
มากๆ ครับ (หรือว่าเพื่อนผมต่อราคาเก่งผมก็ไม่รู้นะครับ 555)

พวกเราเดินผ่านร้านริมน้ำเลย เลยเปิดเมนูหน้าร้านเช็คราคาเล่นๆ ปรากฏว่าอาหารทะเลร้าน
ริมน้ำบรยาากาศดีๆ ที่ฮอยอันราคาถูกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ เสียดายผมเพิ่งเห็นหลังจาก
ทานข้าวที่ตลาดเสร็จ จริงๆ ที่ตลาดก็ราคาพอๆ กับร้านริมน้ำเลย นึกว่า ถูกกว่า กรรม -.-''

พวกร้านค้ากลางคืนที่ย่านเมืองเก่ามีร้านตัดเสื้อเยอะมากๆ ครับ มีร้านนึงเขียนไว้ด้วยว่า
ของเค้าคุณภาพดีกว่าร้านไทย ร้านไทยไม่ดีอย่างโง้นอย่างงี้ อย่าไปให้เสียเวลาอ่านแล้วแอบ
ขำเล็กน้อย มีด่าคนอื่นให้ตัวเองดูดีขึ้นด้วย ขำดี 5555


เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราก็กลับไปเว้กันต่อครับ ครั้งนี้ได้ตั๋วของ sinh cafe ซักทีครับ เข็ดรถทัวร์
ยี่ห้อเดิมแล้ว สอบถามพนักงาน sinh cafe ก็ได้ความว่ารถจะแวะ marble mountain และชาย
หาดเฉพาะรถรอบเช้าเท่านั้น ตาลุงรถทัวร์อีกยี่ห้อมันบอกไม่หมดนี่เอง -*- คราวนี้เลยได้แวะ
marble mountain กันซักทีครับ เย้! สภาพรถของ sinh cafe ดีมากๆ ครับ แต่ละที่นั่ง
จะนอนได้เลย มีช่องให้สอดขาเหยียดเท้าได้เต็มที่ ก่อนขึ้นรถพนักงานจะแจกถุงเก็บรองเท้า
ให้กับผู้โดยสาร เพิ่งเคยได้นังรถทัวร์แบบนี้ครั้งแรกมันสบายจริงๆ ครับ นอนเหยียดขาได้เต็ม
ที่เลยบ้านเราน่าจะมีอย่างงี้มั่ง sinh cafe เค้าดีจริงๆ เอิ๊ก หลังจากนั่งรถมาได้ซํกพักนึงเราก็มา
ถึง ภูเขาหินอ่อน marble mountainซักที ข้างในแกะสลักหินอ่อนประดับประดาไว้ด้วย
ไฟสวยมากๆ ครับ เสียดายรถให้เวลาค่อนข้างน้อย เลยถ่ายรุปได้มาไม่เท่าไหร่ ด้านบนภูเขา
ก็ยังไมได้ขึ้นไปเลย แฮ่ๆ นั่งรถมาอีกพักนึงก็แวะที่ร้านอาหารริมชายหาดแห่งนึงครับ ดูสภาพ
ชายหาดแล้วคิดถึงชายหาดบ้านเรามากครับ บ้านเราสวยกว่ากันเยอะ(2)!

รถจอดที่ office sinh cafe ที่เว้ พอก้าวขาลงจากรถก็มีพวกนายหน้าguest hose ต่างๆ กรูเข้า
มานับสิบราย เจอหนุ่มคนนึงถามพวกเราว่ามาจากประเทศไทยใช่ไหม ว่าแล้วก็ทักพวกเรา "
สะบายดี" สงสัยไอ้หนุ่มมันจะสับสนระหว่างไทยกับลาวครับขำดี 555 แถมยังเจอ "ลัม" ใน
หนังสือพี่ภูด้วย แต่ทุกรายที่เสนอมาห้องพักราคาแพงกว่าที่เก่าเราทุกรายครับ (อันนี้แน่นอน
เพราะเค้าบวกค่าหัวคิวไว้แล้ว) ผมและพวกจะพักที่เดิมอยุ่แล้วเลยเดินแหวกวงล้อมออกมา
แล้วเดินไป office ตาลุงนั้นที่หลอกเราเรือ่ง marble mountain พี่ฟะกะจะได้ด่าซะหน่อย 55
แต่ก่อนจะด่าขอถามข้อมูลรถตอนขากลับไปชายแดนลาวซะก่อน เพราะตาลุงคุยอังกฤษได้ดี
ตาลุงก็อธิบายอย่างดี ช่วยโทรไปถามบขส ลาวให้อีกต่างหากเกี่ยวกับข้อมูลรถและการเดิน
ทาง ช่วยเหลือดีซะจนลืมเรื่อง marble mountain ไปหมดสิ้น (งั้นไม่ด่าก็ได้ 555) ได้ข้อมูล
ว่ารถทัวร์ VIP ไปสะหวันนะเขตมีวันเว้นวันซึ่งก็น่าจะเป็นคันเดียวกับที่มาจากบขส สะหวันนะ
เขตเพราะมีวันเว้นวันเหมือนกัน ถ้าจะไปรถทัวร์ธรรมดาก็นานมากและลุงบอกว่าไม่น่านั่ง
เพราะอันตรายและควบคุมเวลาไม่ได้แวะไปเรื่อย หลังจากนั้นพวกเราก็ เอากระเป๋าไปเก็บที่
โรงแกรมแล้วก็หา taxi ไปบขส เว้เพื่อไปซื้อตั๋วรถตู้ไว้ก่อน ตา taxi บอกมีเพื่อนเป็นคนไทย
ก็คุยดีแนะนำดี พูดอังกฤษคล่องปรื่อขับได้แป๊บเดียวก็จอดบอกว่าถึงแล้วให้เราไปซื้อตั๋ว พอ
ลงไปถามๆ คุยกับคนขายตั๋วตั้งนาน อ้าวเวร taxi มาส่งที่สถานีรถไฟนี่หว่า มันจงใจต้มกรูป่าว
เนี่ย -.-''

ผมก็ออกไปคุยๆ กะตา taxi อีกรอบ ดูๆ ท่าตา taxi จะไม่รู้ทางไปเพราะพี่แกเล่นจอดแวะถาม
มอไซค์รับจ้างไปทั่ว -.-'' (ไม่ว่าใครหลง มอไซค์รับจ้างช่วยท่านได้ อันนี้นึกว่าเป็นเฉพาะที่
ไทยเวียดนามก็เหมือนกันครับ 5555) ในที่สุดก็ไปถึง บขส นอกเมือง ตา taxi ก็ช่วยลงไปคุย
กับคนขายตั๋วให้ (เพราะคนขายตั๋วพูดอังกฤษไม่ค่อยได้)คุยกันตั้งนานได้ความว่า รถตู้จองไม่
ได้ต้องมาซื้อตอนรถออกพร่งนี้เลย กรรม ตรูมาทำไมเนี่ย -.-''

พวกเราก็ไปเที่ยวเว้กันต่อ เวลามีนิดเดียวเปิดๆ ดูไกด์บุ๊คเลยเลือกเอาสุสานจักรพรรดิไคดิงห์
เป็นที่สุดท้ายปิดทริปก็โบก taxi คราวนี้ตาคนขับ taxi คนนี้พูดอังกฤษไม่ได้แบบคนเดิม พูด
ไม่ได้เลย -.-'' เลยต้องชี้ๆ รุปสุสานให้ดู พี่แกก็พยักหน้าหงึกๆ เอ้าลองกันดูซักตั้ง สุสาน
จักรพรรดิไคดิงห์อยุ่ไกลมากๆ ครับ ยิ่งนั่งยิ่งไกล เข้าป่าไปภูเขาโน่นเลยข้างทางก็วังเวง
เปลี่ยวไม่ค่อยมีบ้านคนเท่าไหร่ (taxi จะพาพวกเราไปปล้นรึเปล่าวะเนี่ย -.-'') ผมสังเกตุว่า
ระหว่างทางไม่มีรถผ่านซักคัน เออ แล้วตรูจะมีรถกลับไหมเนี่ย -.-'' พอลงที่สุสาน taxi ก็ทำ
ท่าทีบอกว่าเดี๋ยวจะรออยู่ตรงนี้ให้เราไปเที่ยวกันได้เลยรอดตัวไป นึกว่าจะโดนทิ้งไว้สุสานซะ
แล้ว แฮ่ๆ บรรยากาศสุสานก็สยองมากๆ ครับดูน่ากลัวไปหน่อย สุสานทำด้วยปูนซีเมนต์มี
ตะไคร่น้ำเกาะดูวังเวงมากๆ มีรูปปั้นทหารแบบจีนด้วย แต่มีอยู่ไม่กี่ตัว ดูเสร็จก็นั่ง taxi คันเดิม
ไปเทียวตลาด ดองบากันต่อ (ตอนรอนี่ taxi ไม่ได้กดมิเตอร์อันนี้ต้องขอชม) อ่านดูในพวก
ไกด์บุ๊คผมวาดฝันตลาดไว้ซะสวยงาม พอไปจริง ผิดหวังมากๆ เลยครับ เหมือนตลาดสด
เก่าๆ ดูรกๆ อับๆ แล้วก็วางของขายทุกอย่าง กะว่าจะไปซื้อเป้ซักใบ เอาเข้าจริงมีแต่ของเก่าๆ
แบบโบราณๆ จริงๆ ร้านเป้ที่ฮอยอันก็มีแถมสวยกว่าเยอะเลยแต่ผมนึกว่าที่ตลาดดองบาจะ
สวยกว่าเที่ยวไกลๆ อย่าหวังน้ำบ่อหน้าครับ เฮ้ออออ

เดินไปๆ แม่ค้าเห็นหน้าก็ทักมาเป็นภาษาไทยทุกราย "เอาอะไรไหมคะ" , "เป้สวยๆ ไหมคะ"
เออ รู้ได้ไงเนี่ยว่าเป็นคนไทย O_o'' ยังไม่พูดซักคำเลย ก็เดินๆ ดูๆ ซักพัก นึงก็ไปเดินหาของ
กินกันต่อไปกินร้านคนใบ้ที่หนังสือพี่ภูแนะนำเห็นมีสองสามร้านตั้งชื่อเหมือนๆ กัน แถมคน
ขายใบ้เหมือนกันหมด เอาเข้าไป อันนี้เหมือนบ้านเราเลยพอขายดี ก็เลียนแบบกันแถมไปตั้ง
ร้านติดๆ กันอีก จะไปแข่งกันเยอะๆ เพื่ออะไรเนี่ย -.-''

หลังจากนั้นก็แวะกินของหวานข้างทางแล้วรีบไปนอนพักผ่อนเอาแรงกัน พวกเราต้องตื่นเช้า
มืดไป บชส ลาว เพื่อให้ทันรถเที่ยวแรกสุดที่ไปด่านลาวบาว รีบขึ้นรถลาวบาวสะหวันนะเขต
จะได้ทันรถเที่ยวสุดท้ายจากท่ารถสะหวันนะเขตไป บขส มุกดาหาร ตอนขึ้นรถตู้ไปเห็นเขียน
ไว้บนรถชัดเจนว่าค่าโดยสารคนละ 50,000 ด่อง แต่เด็กรถเห็นเป็นคนไทยจะเก็บ 75,000
ท่าเดียว เด็กรถตั้งท่าโวยวายใหญ่ แถมเค้ามาเก็บค่าโดยสารกลางทาง ก็ต้องยอมโดนโขก
ไปเพราะไม่มีทางเลือกครับ ไม่อยากตกรถทัวร์ข้ามสะหวันนะเขต-มุกดาหารหรือถ้าแย่ยิ่งกว่า
นั้นก็โดนปล่อยทิ้งกลางทาง แบบที่หลายๆ คนเคยโดน -.-'' นึกๆ ดูเท่าที่อานๆ ในบอร์ดเค้า
โดนกับคนละเป็นแสนด่องเลย นี่ถือว่าโชคดีแล้วมั่งเนี่ย -.-''

บนรถก็เจอไกด์ชาวเวียดนามพอดีครับ พี่เค้าพูดไทยได้คล่องปร๋อ พี่แกเลยชวนคุย พี่เค้าก็ว่า
เดี๋ยวเค้าบอกรถตู้ให้ไปจอดใกล้ๆ ชายแดนเลยจะได้ไม่ต้องเดินไกลพวกเราเลยเดินไกล้กว่า
ปกติ แถมยังให้ข้อมูลต่างๆ อีกพอควรต้องขอบคุณพี่เค้าไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ หลังจากจัดการ
เรื่อง passport เสร็จเราก็เดินข้ามฝั่งไปฝั่งลาวจัดการปั้มและเขียนใบผ่านแดน (คราวใบผ่าน
แดนนี้ไม่หมดแหะ 555) เสร็จก็นั่งมอไซค์ไปอีกหน่อย ก็จะเจอรถลาวบาว-สะหวันนะเขตจอด
อยู่ผมถึงตรงจุดนี้ราวๆ สิบโมง แต่รถจะออกตอนเที่ยงๆ เลยแวะกินข้าวกันก่อน เนื่องด้วย
ความขี้เกียจเลยนั่งกินข้าวร้านใกล้ๆแถวนั้น กับข้าวก็รสชาติพอกินได้ครับ กินกันตาย แต่พอ
เช็คบิลออกมาแทบร้องเจี๊ยก ล่อซะ 500 กว่าบาท ยังกะกินร้านหรูๆ บ้านเราเลย เฮ้อ ข้ามแดน
มาแล้วแท้ๆ ยังไม่วายโดนอีกหนึ่งดอก -.-''

หลังจากนั้นก็ไปนั่งรอในรถกันครับ สภาพรถดีกว่าขามานิดนึง ซักพักนึงรถก็ออกครับ
โชเฟอร์คันนี้ขับรถแบบกินลมชมวิว ยิ่งกว่าขามาซะอีก-.-''
ขับๆ จอดๆ เป็นระยะๆ ขับไปได้พักนึงก็แวะจอดให้กระเป๋ารถวิ่งไปซื้อจักจั่น -.-''
จักจั่นก็ยังไม่ตายดีครับ ส่งเสียงร้องระงมดังสนั่นรถเลยทีเดียว -.-''

ผมและเพื่อนหลับๆ ตื่นๆ จนฝันต่อกันเป็นไตรภาคแล้วก็ยังไม่ถึงซะที รถวิ่งช้ามากกกกกก ช้า
กว่าขามาซะอีก แถมถนนก็ซ่อมเป็นระยะๆ เป็นการนั่งรถที่ทรมาณมากๆ ครั้งนึงเท่าทีจำความ
ได้เลยครับเลยครับ กว่าจะถึงท่ารถสะหวันนะเขตก็เริ่มมืดแล้ว รถไปมุกดาหารเที่ยวสุดท้าย
กำลังออกพอดี ต้องรีบวิ่งขึ้นรถกันจ้าหละหวั่น นี่ขนาดออกจากท่ารถตู้เว้เที่ยวแรกนะครับ
ยังเกือบตกรถเลยเหอๆ O_o''

ก่อนรถข้ามสะพานมิตรภาพ2 ก็แวะให้ผู้โดยสารจัดการเอกสารผ่านแดนที่ ตมฝั่งลาวครับ
หลังจากนั่งรถข้ามสะพานไปก็แวะจัดการเอกสารผ่านแดนที่ ตม.ไทยอีกรอบ แล้วก็กลับ
ไปบนรถนั่งต่อไปอีกนิดก็ถึงบขส.มุกดาหาร ผมกับเพื่อนๆ ก็แวะซื้อน้ำกินแถวๆ นั้นครับ
แล้วก็ถามพี่คนขายน้ำว่าร้านอาหารร้านไหนอร่อยๆ มั่ง พี่เค้าก็แนะนำร้านน้องดิว ตรง
บขส. นั่นแหละครับ บอกว่าอร่อยไม่ต้องเดินไกล ผมและสมาชิกก็เปรี้ยวปากคิดถึงอาหารรส
จัดแบบไทยๆ เป็นที่สุด กลัวตกรถด้วยและยังขี้เกียจเดินเลยกินมันตรงนั้นแหละครับ
อาหารร้านน้องดิวอร่อยมากๆ ครับ ที่ชมอย่างงี้ผมพยายามเป็นกลางเต็มที่ ตัดความหิว ความ
ชินกับรสจืดๆ แบบเวียดนามทิ้งแล้วยังกล้าพูดได้เต็มปากครับว่าอาหารอร่อยมากๆ เมนุที่รส
ชาติยังติดปลายลิ้นที่พอนึกออกก็ปลาคังผัดฉ่ากับปลาหมึกนึ่งมะนาวครับ พูดแล้วน้ำลายหก
อยากกินอีก เอิ๊กกก กินเสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับเมืองบางกอกกันซักทีครับ รถถึงหมอ
ชิต ราวๆ 5 โมงเช้า มานั่งนับๆ ดู เริ่มออกจากเว้ ตอน 5 โมงเช้าเมื่อวาน มาถึง กทม 5 โมง
เช้าวันนี้มันล่อไปซะ 24 ชั่วโมงเลย เป็นการประสบการณ์การนั่งรถที่ไม่มีวันลืมเลยครับ 55

สรุป
เว้กับฮอยอันที่เวียดนามนี่ผมประทับใจหลวงพระบางมากกว่าครับ เพราะหลวงพระบางมีพวก
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเยอะกว่า พวกวัดก็มีเยอะผู้คนนิสัยน่ารักกว่า (เอิ๊ก) วิวตอนนั่งรถ
ไปหลวงพระบางก็สวยกว่าวิวตอนนั่งรถที่เวียดนามมากครับ แต่หลวงพระบางค่าครองชีพจะ
แพงกว่าหน่อยๆ ใครที่กำลังเลือกๆ ที่ไปอยู่ไม่รุ้จะไปไหนดีก็ลองๆ ชั่งใจดูครับ

ปล. รุปชุดนี้เน้นถ่ายขำๆ สบายๆ สไตล์ท่องเที่ยวครับ เนี่องจากเวลาน้อย เลยถ่ายมาน้อย นี่
ขนาดถ่ายมาแค่นี้เพื่อนก็บ่นแล้วครับ รูปเลยออกแนวชะโงกทัวร์ซะเยอะ อีกอย่างตอน
เที่ยวเลนส์ผมมันเจ๊งๆ โฟกัสไม่ตรงเลยไม่ค่อยได้ถ่ายดีซักเท่าไหร่ มัวแต่ลองเลนส์ -*-
เอาเป็นว่าถ้ารุปไม่สวยให้โทษเลนส์ละกันครับ กร๊ากกกก

ปล2. ผมเขียนเรื่องหลังจากเที่ยวไปแล้วประมาณ 2-3 เดือนอาจจะลืมๆ ไปบ้างต้องขออภัย
ด้วยครับ ดองยาวไปหน่อย แฮ่ๆๆ

ปล3. ใครอ่านจนจบขอขอบคุณมากครับ 5555









ddd
dThumbnaild
ddd
ท่านโอม (http://ohm4u.multiply.com) แวะมาทำธุรกิจพันล้านที่กรุงเทพ
พี่แบ๊งค์ (http://bmaj7.multiply.com) เลยนัดจัดทริป ไปหัดถ่ายรูปพอทเทรตกัน
เล่นๆ โดยได้น้องเอื้อง (http://auengz.multiply.com/) มาเป็นนางแบบ

ตอนแรกจะไปถ่ายกันที่สวนรถไฟสวนพอทเทรตแห่งชาติ แต่ปรากฏว่าฝนตกครับ
เลยต้องหนีฝนไปถ่าย ที่ รร Sax society แทน (พี่แบงค์เป็น อ. สอน Sax ที่นั่น)
ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาถ่ายอินดอร์เลยไม่ได้เตรียมแฟลชมาด้วย Y__Y
ที่ Sax society เลยได้มาไม่กี่รูป -.-'' พอฝนเริ่มซาก็ว่าจะไปถ่ายที่ตึกร้างเมืองทอง
แบบที่เค้านิยมๆ กัน แต่ไปถึงเมืองทองดูสภาพตึก คิดว่าถ้าเข้าไปไม่น่าจะรอดมาได้ เหอๆ
เลยแวะถ่ายโล่งๆ แถวๆ นั้นแทนครับ ฉากหลังเลยไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ประกอบกับ
ถ่ายพอทเทรตไม่เป็นอยู่แล้ว (อันนี้สำคัญ 555) ก็เลยได้รุปพอดูได้คัดมาได้เท่านี้แหละครับ

ส่วนน้องเอื้องก็น่ารักมากครับ ถ่ายไปไม่มีบ่น สู้ไม่ถอย (ตากล้องหมดแรงถอยก่อนนางแบบอีก 55 )
โพสได้สวยแบบมืออาชีพมากๆ ครับ แต่
ผมถ่ายไม่ค่อยทันเท่าไหร่ แนวนี้ไม่ถนัดอยู่แล้ว แฮ่ๆๆ
ถ่ายมามีแต่แนวตั้งเพิ่งเห็นหลังถ่ายเสร็จ แฮ่ๆ
ก็เชิญติชมกันได้เต็มที่ครับ

ส่วนรูปไปเที่ยวเวียดนามนี่รออีกแป๊ปครับ
ไม่ได้รอทำรูปหรอกแต่นั่งเขียนเรื่องยังไม่เสร็จ เอิ๊กกก

ขอขอบคุณ
น้องเอื้องนางแบบคนสวย
Sax society ที่เอื้อเฝื้อสถานที่
พี่แบงค์ที่จัดทริปขึ้นมา
ท่านโอมที่สละเวลามาถ่ายรูปกัน

มาแนะนำเว็บครับ เป็นเว็บสอนทริคและเทคนิคการใช้ filter ของมือโปร
สำหรับตากล้อง landscape นี่พลาดไม่ได้ครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิค
การใช้พวก  Graduated Neutral Density Filter อ่านแล้วจะได้เทคนิคดีๆ มาใช้เยอะเลยครับ
หรือใครอยากดูรุปสวยๆ เข้าไปดูก็ไม่ผิดหวังครับ ลองไปดูครับที่ link นี้

http://singhray.blogspot.com/

ปล1.คำเตือนสำหรับท่านที่ยังไม่มี filter อ่านไปอ่านมาอาจจะอยากได้ filter ขึ้นมาทันตา เอิ๊กกกก
ปล2. เกิดเคลิ้มขึ้นมาจริงๆ ใช้พวกยี่ห้อ LEE, Cokin แทนก็พอครับยี่ห้อ singhray มันแพงมากๆ

Photo AlbumPre-Wedding แอน-โต้Mar 25, '09 2:07 PM
for everyone
ddd
dThumbnaild
ddd
นานๆ ทีจะได้ไปถ่ายคนกะเค้าบ้างครับ เจ้าบ่าว ท่านโต้ เป็นมือเบสวงผมเอง
เล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมหาลัย ขอแสดงความยินดีกับแอนและโต้ด้วยครับ

ตอนแรกมีปัญหาเรื่องหาสถานที่ถ่ายนิดหน่อยครับ เพราะถ้าใส่ชุดแต่งงานเต็มยศ
ไปถ่ายตามสวนรถไฟ มันต้องมีค่าสถาณที่ราวๆ 3,000 เลย O_o'' กว่าจะหาทำเลที่
ถ่ายฟรีได้ สุดท้ายไปลงตัวที่ dreamworld ครับ จ่ายค่าบัตรผ่านประตูอย่างเดียว
ถ่ายได้ทั่วเลย มีซุ้มทำไว้ให้ถ่ายรุปแต่งงานอีกต่างหาก ตอนถ่ายคนก็มองกันเยอะ
เหมือนกันครับ แถมมีสาวญี่ปุ่นหรือเกาหลีหลายกลุ่มวิ่งมาขอถ่ายรูปกับเจ้าสาวอีกต่างหาก
ไม่มีใครขอถ่ายรุปกับเจ้าบ่าวเลย มันน่าน้อยใจ (กร๊ากกก)

ปล. ดูรูป landscape กันเยอะ ลองเปลี่ยนมาดูรุปคนกันบ้างนะครับ
แนวๆ นี้ผมก็ถ่ายไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน รูปที่ถ่ายเอียงกล้องตลอด
เพิ่งนึกออกเพิ่งนึกได้ตอนเพื่อนติชมมาตอนดูรุปแล้ว -.-''
ช่วยๆ แนะนำกันหน่อยนะครับ เผื่อผมจะได้รับจ็อบถ่ายรูปหาตังค์
กะเค้ามั่ง เอิ๊กกกก ....

ขอขอบคุณ
แอนและโต้ ที่ไว้ใจเรียกไปถ่ายให้
เป้ง ที่ให้ยืมเลนส์เทพ 85/1.8 และ D80 อีกตัว
ติ๋ง ตากล้องที่ 2 (แอบก็อบมุมติ๋งมาเหมือนกัน 55)
เลี๊ยบ ช่วยแบกอุปกรณ์
Dreamworld สำหรับสถานที่สวยๆ ครับ

ผมได้ D300 ใช้งานมาได้พักนึงแล้ว ก่อนหน้านี้ผมใช้ D80 มาตลอด ถ่ายและก็ดูรูปจาก D300
ก็รู้สึกขัดใจกับไฟล์ภาพของ D300 อยู่นิดนึง (หลายท่านที่เคยใช้กล้อง nikon รุ่นก่อนรุ่นที่ไม่มี
picture control อาจจะแอบคิดเหมือนผม ถ้าคิดไม่เหมือนห้ามด่า (ฮา) ) คือ ก็พบว่าถึงแม้ D300
จะให้สีสันดีกว่า และ dynamic range ที่ดีกว่า D80 มาก  แต่เมื่อเทียบไฟล์ D300 ที่ Base ISO200
เทียบกับ Base ISO100 ของ D80 แล้วจะเห็นว่า D300 ไล่ sky tone ได้แย่กว่าพอสมควร มี noise ที่
ท้องฟ้าสีฟ้าเป็นเม็ดๆ เยอะเลย

หลายท่านๆ อาจจะรับได้ไม่คิดอะไรมาก เพราะ noise ก็ยังถือว่าน้อยอยู่ แต่คนที่เคยใช้ nikon รุ่นก่อน
หน้านี้ (ผมคนนึงละ) อาจจะโหยหาความเนียนใสของ ISO100 ผมเลยลองพยายามเค้นความเนียนด้วยการ
set ค่าพารามิเตอร์ทุกค่าเท่าที่จะทำได้ จนค้นพบ trick นี้มาครับ

ถ้าเทียบไฟล์จาก D300 กับ D80 กันตรงๆ หรือลองเปิด file กล้องรุ่นเก่าๆ ที่ไม่มี picture control แล้วใส่
picture control เข้าไปด้วยโปรแกรม Capture NX จะเห็นได้ว่า Mid tone ของรุปสว่างขึ้นนิดนึง คล้ายๆ
ดึง curve ตรง mid tone ขึ้นมา อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้รูป noise ส่วนมืดเพิ่มขึ้น เราสามารถปิด
การ boost midtone นี้ไ้ด้โดยเราต้องเซ็ท Active D-lighting ให้เป็น Off แล้วปรับ Brightness
จาก 0 เป็น -1

สรุปเคล็ดลับความเนียนขึ้นที่ 1 โดย เซ็ทค่า

Active D-lighting = Off  (การ On Active D-lighting ก็ทำให้ noise เพิ่มขึ้นด้วยเหมือนกัน)
Brightness = -1 (ยกเลิกการ boost midtone โดย default ของกล้องออก)

แต่มันมีข้อเสียเหมือนกันคือ รูปที่่ถ่ายมาอาจจะดู under อยู่ซัก 0.3 stop เทียบกับการปรับ
brightness = 0  ถ้าท่านใช้กล้อง D300 ก็สามารถเข้าไป fine tune meter วัดแสงได้เลยโดยเข้าไป
ปรับ Custome setting B6 fine tune optimum exposure แล้วตั้ง fine tune exposure ทุกแบบ
ให้เป็น +1/3 ตอนเราวัดแสง meter ก็จะถ่ายให้ over 1/3 stop ให้โดยอัตโนมิต เราจะสามารถถ่าย
ภาพได้ตามปกติโดยไม่ต้องเปลี่ยนความเคยชินเรื่องการวัดแสง ส่วนท่านที่ใช้ D90 แต่อยากลองทำ
ตามที่ว่ามาก็สามารถทำได้ครับ แต่ต้องถ่ายให้ over 1/3 เอาเอง เพราะ D90 มันไม่มี fine tune meter

ลองไปปรับๆ กันดูครับ อาจจะตั้ง เป็น Custom Bank (save ค่า picture control)
กับ Shooting Bank (save ค่า fine tune meter วัดแสง) ไว้เลยก็ได้
กรณีต้องการได้ shutter speed สูง หรือต้องการรูปพอทเทรตสว่างใสๆ
ก็จะได้ปรับกลับมาใช้ brightness 0 ตามปกติได้แบบทันเหตุการณ์

ส่วนถ้าใครดูไฟล์แล้วคิดว่ามันยังเนียนไม่พอ O_o''  เอานี่ไปเลย

เคล็ดลับความเนียนขั้นที่ 2

ก็ให้ปรับไปใช้ ISO L0.3 (ISO160), ISO L0.7(ISO125) ISO L1.0 (ISO100) ได้เลยครับ
แม้คู่มือจะบอกว่าใช้ ISO ต่ำกว่า 200 แล้ว contrast จะต่ำลง แต่เท่าที่ผมลองดูโดย
เมื่อ set brightness -1 ตามข้างบนก็ไม่พบว่า contrast จะลดลงนะครับ อันนี้ต้องลองกันเอง
ผมอ่านจากเว็บฝรั่งมันคุยๆ กันว่า Base ISO D300 จริงๆ เป็น ISO L0.3 (ISO 160) ด้วยซ้ำ

ข้อสังเกต Trick อาจจะใช้การได้ดีตอนที่มีแสงมากหรือค่อนข้างเหมาะกับคนชอบใช้ขาตั้งกล้อง
นะครับ เพราะ shutter speed หายไป 1/3 stop  แต่ต้องลองๆ ปรับดูก่อนครับ ถ้าเห็นความเนียน
(ของไฟล์) แล้วอาจจะเปลี่ยนใจ ปรับตั้งไว้ถาวรเลย อิอิอิ

ปล. กับ D90 นี่ผมไม่ได้ลองนะครับ เพราะไม่มีใช้ แต่คิดว่าน่าจะได้ผลใกล้เคียงกัน
เพราะ sensor เดียวกัน และมีระบบ picture control เหมือนๆ กัน กับ D300
ใครใช้ D90 ก็ลองเอาไปปรับดูครับ ได้ผลเป็นยังไง โพสรายงานกันบ้างนะครับ


ตย. ปกติถ่าย landscape ผมจะตั้งไว้แบบนี้ครับ ลองดูไว้เป็นไกด์ได้ครับ
แล้วค่อยเปลี่ยนตามความชอบของแต่ละท่านอีกที

picture control Landscape
- Sharp 3,4
- Contrast -1
- Brightness -1
- Sat +1,+2
- Hue 0



แก้ไขครับ Custom setting B6 Fine tune optimum exposure ต้องตั้งเป็น +1/3 ครับไม่ใช่ -1/3


UPDATE เพิ่มเติม 13/06/09

ไปเจอ trick เพิ่มเติมครับ ลองหลายๆ picture control
ปรากฏว่า picture control D2XMODE2 noise จะน้อยที่สุดครับ
คาดว่า curve ของ picture control นี้คงจะเรียบไม่ได้ยก curve
บูสความสว่างเพิ่ม เมื่อเทียบความสว่างของรูปใน D2XMODE2
อาจจะดูมืดกว่ากว่า picture control อื่นๆ แต่แค่มืดกว่านิดเดียวจริงๆ ครับ
แต่ noise น้อยกว่า picture control อื่นมากครับ สังเกตุได้ชัดเจน
ผลข้างเคียงคือสีสันของ D2XMODE2 จะค่อนข้างจืดนิดนึงครับ อาจจะต้องเพิ่ม
Saturation ไปซัก +2,+3 รูปถึงจะมีสีสันขึ้นมา ลองปรับดูเล่นๆ ได้ครับ
ถ้าสีสันไม่ถูกใจก็อาจจะเก็บเอาไว้ใช้ตอนจำเป็นต้องใช้ high ISO อย่างเดียว

อีกอย่างคือใช้กับ D90 ไม่ได้นะครับ ใช้ได้เฉพาะกล้องที่ update D2XMODE ได้เท่านั้น

ddd
dThumbnaild
ddd
ก่อนหน้านี้ผมวางแผนจะไปเที่ยวน้ำตกที่ลาวใต้กันครับ แต่ทริปล่มกันซะก่อน
ก่อนหน้านี้ก็ไปเที่ยวน้ำตกสามหลั่นที่สระบุรีมา แต่ที่ไม่ได้โพสรูปเนื่องจากน้ำตก
สามหลั่นไม่มีน้ำเลย ไม่รู้เขื่อนไม่ปล่อยน้ำหรืออะไรก็ไม่ทราบ รูปที่ถ่ายมาก็เลยดู
ไม่ค่อยได้เก็บไว้ดูเองคนเดียวดีกว่า เอิ๊ก

ทริปนี้สมาชิกมีผมกับท่านยุทธรวมแล้วสองท่าน ลุยกันแบบ backpacker เช่นเคย
(นัดไปกันเยอะๆ เดี๋ยวก็ล่มอีก -.-‘’) เริ่มต้นทริปโดยขึ้นรถตู้ กรุงเทพ-ลาดหญ้า
ที่หน้าโรงแรมรัตนโกสิน (120 บาท) ใช้เวลาเดินทางราวๆ 2-1/2 ชม พอไปถึงลาดหญ้า
ก็บอกรถตู้ให้ไปส่งที่คิว น้ำมุด อยู่ที่แถวๆ ตลาดลาดหญ้า ซึ่งเป็นรถสายเดียวที่ไปถึง
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น รถจะเป็นรถสองแถว (140 บาท) ออกวันละเที่ยว ตอน 11 โมง
ด้านบนตรงเหนือคนขับจะเปิดโล่งเปิดไว้ให้ลมพัดระบายฝุ่นให้กับผู้โดยสารที่นั่งหลัง O_o”
สำหรับคนรักสุขภาพควรจะเตรียมผ้าปิดจมูกปิดผมไปด้วย เพราะถนนไปน้ำตก
ส่วนใหญ่จะเป็นถนนลูกรัง ฝุ่นเยอะมากกก กว่ารถจะไปถึงน้ำตกก็ใช้เวลานาน
พอควร ราวๆ 3 ชม เนื่องจากต้องต้องเอาของไปส่งตามร้านขายของชำแถวนั้น
และจอดส่งผู้โดยสารรายทาง บางรายก็ต้องออกนอกเส้นทางหลักไปพอสมควร
แต่อันนี้เข้าใจครับ เพราะพอนั่งรถเลยเขื่อนศรีนครินทร์ไปยังไม่เคยเห็นรถโดยสาร
ชนิดอื่นสวนทางมาเลย -.-‘’

ชาวบ้านแถวใกล้ๆ เขื่อน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันเลยครับ บางบ้านจะมีเครื่องปั่นไฟ
ไว้ใช้งาน ส่วนที่อุทยานจะมีโรงปั่นไฟฟ้าพลังงานน้ำเลยมีไฟใช้ตลอด พอไปถึงเรา
สามารถนัดแนะกับคนขับรถสองแถวไว้ได้ พี่เค้าจะมารับที่อุทยานตอนหกโมงเช้า

พอไปถึงทางเข้าอุทยานก็เสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานคนละ 40 บาท เข้าไป
จุดกางเต๊นท์ก็เสียค่าธรรมเนียมกางเต๊นท์อีก 60 บาท ผมเอาเต๊นท์ไปเอง ถ้าใคร
ไม่มีทางอทช. ก็มีเต๊นท์ให้เช่าครับ ผมและท่านยุทธก็เริ่มกางเต๊นท์กัน หลังจาก
กางเต๊นท์เสร็จ ผมก็เข้าไปนั่งพักหายเหนื่อยในเต๊นท์ แต่แทนที่จะหายเหนื่อย
ดันได้แผลมาแทนครับ เจอเศษขวดใต้พื้นเต๊นท์บาดขาซะงั้น ดีที่ใส่ยีนส์ไป
แผลเลยไม่ลึกมาก ไม่งั้นคงหมดอารมณ์ถ่ายรุปแหง -.-‘’ ช่วยๆ กันทิ้งขยะให้ถูก
ที่กันหน่อยนะครับ รักษาอุทยานแห่งชาติของเรา โปรดสงสารคนไปทีหลัง ด้วยเถิด Y_Y

ลานกางเต๊นท์อยุ่ที่หน้าน้ำตกชั้น4 เป้นชั้นที่สวยที่สุดพอดี นอนฟังเสียงน้ำตก
บรรยากาศดีมากครับ ตอนเช้าจะตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นริมเขื่อนหน้าเต๊นท์
ได้เลย ขนาดผมไปวันจันทร์ยังมีเต๊นท์กางกันตั้ง 10 กว่าหลัง มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ
ไว้บริการ

อาหารการกิน จะมีร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของอุทยานเปิดขายตั้งแต่ 7 โมงเช้า
ถึง 6 โมงเย็น ถ้าต้องการทานมื้อเย็นต้องสั่งไว้ล่วงหน้าเค้าจะทำไว้ให้
อาหารร้านนี้อร่อยสุดยอดสมคำร่ำลือครับ ถ้างบน้อยแนะนำ ข้าวไข่เจียวหมูสับ
ไข่เจียวกรอบๆ อร่อยมากๆ ครับ ส่วนเมนูแนะนำของร้าน (ข้อมูลจากหนังสือท่องเที่ยว)
คือปลาแรดทอดกระเทียมครับ ตอนแรกคนเขียนเมนูจดผิดไปผมเลยได้ปลา
แรดสามรสมาแทน แต่โกรธไม่ลงครับเพราะอร่อยมากๆ ปลาสดๆ จากเขื่อน
ทอดกรอบ รู้สึกว่าพริกใส่อาหารที่นี่จะอร่อยไม่เหมือนที่อื่น (แถวนี้ปลูกพริกกันเยอะ)
ถ้ามีโอกาสได้ไปแนะนำให้ลองสั่งทานดูครับ

อากาศตอนกลางคืนหนาวพอควรครับ วัดได้ราวๆ 10 กว่าองศา แต่ลมไม่แรงเลย
ไม่รู้สึกหนาวมากเท่าไหร่ นอนถุงนอนกะลังสบาย บรรยากาศก็เงียบแต่ไม่วังเวง
ครับ มีไฟฟ้าเปิดสว่างแถวๆ ห้องน้ำทั้งคืน

หลังจากเดินเที่ยวถ่ายรูปน้ำตกวันอังคารเต็มๆ 1วัน เช้าวันพุทธพี่คนขับรถก็
มารับหกโมงเช้าตามนัดเลยครับ มาเร็วซะจนผมเก็บเต๊นท์ไม่ทันเลย แฮ่ๆๆ วิวขา
กลับสวยดีครับ เพราะหกโมงเช้ายังมีหมอกกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เสียดายไม่ได้
จอดรถถ่ายรูป

เรื่องรูป ตอนถ่ายบางรูปนึกว่าจะสวยแต่มาดูที่คอมค่อนข้างผิดหวังนิดๆ
ก็อบมุมตัวเองก็หลายรูป หมดมุขจริงๆ ครับ อันนี้คงจะโทษน้ำตกไม่ได้เพราะสวย
เป็นอันดับต้นๆ แล้ว คงต้องหาโอกาสมาแก้มือวันหลัง แฮ่ๆ

สรุปทริปนี้ ไม่รวมค่ากินหมดไปแค่ราวๆ 600 บาทครับ
ถ้าใครไม่กินอะไรหรูมาก ไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นคงใช้เงินไม่ถึงพัน

ขอขอบคุณ
ชาวบ้านระหว่างทางที่ช่วยแนะนำเส้นทาง
นายตัวดี บอร์ด trekkingthai สำหรับข้อมูลเดินทาง รายละเอียดเพิ่มเดิม
คนไม่มีดี บอร์ด สมาคมถ่ายภาพฯ สำหรับข้อมุลเดินทาง รายละเอียดเพิ่มเติม
สมาชิกร่วมทริป ท่านยุทธ

ddd
dThumbnaild
ddd
ทริปนี้รวบรวมสมาชิกกันได้ 6คน ครับ เริ่มต้นทริปกันที่เชียงใหม่ เหมารถตู้พร้อม
คนขับ ตอนแรกวางแผนจะไปอ่างขาง กับ ดอยแม่สลอง แต่เอาเข้าจริงโปรแกรม
ทริปก็เปลี่ยนแปลง ซะแทบทุกวินาที แวะจุดท่องเที่ยวต่างๆ ที่พี่สุพจน์คนขับรถ
แนะนำบ้างเปลี่ยนแปลงเองตามเจ๊หญิงหัวหน้าทริบบ้าง

ก่อนไปถึงอ่างขางก็แวะถ้ำลอดระหว่างทางครับ ไกด์ท้องถิ่นก็กวนๆ ฮาๆ ดี
แต่ผมไม่ชอบบรรยากาศ มืดๆ อับๆ ชื้นๆ ของ ถ้ำ เลยไม่ได้ถ่ายมา -.-

ที่อ่างขางอากาศ หนาวมากๆ ครับ อุณภูมิต่ำกว่า 10 องศา ถ้านอนเต็นสงสัยจะแข็ง
ตายไปแล้ว -.-'' พวกดอกซากุระหรือพวกพญาเสือโคร่งก็ยังไมทันบานครับ ส่วน
พวกดอกท้อดอกไม้อะไรที่สวนดอกไม้ก็ยังไม่ทันบานเหมือนกัน คนมาเที่ยวก็ยัง
ไม่เยอะเท่าไหร่ครับ หลังจากพักที่บ้านพัก คืนนึงรุ่งเช้า ก็ไปถ่ายรุปที่จุดวิว อากาศที่
จุดชมวิวหนาวมากๆ ครับ นั่งผิงไฟ เอาถุงมือจะไหม้ แล้วยังไม่รู้สึกอุ่นขึ้นเท่าไหร่
เลย -.-'' ดีที่มีแม่ค้าเอาขายข้าวต้ม ซาลาเปา ช่วยให้อุ่นขึ้นมาได้เยอะเลย ออ
มีเมนูแนะนำที่จุดชมวิวอ่างขางครับ ไก่กระดูกดำตุ๋นยาจีน ซุปร้อนๆ อร่อยดี ...

กลับมาเข้าเรื่องต่อ...
จุดชมวิวทำเลไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ คือไมใช่จุดสูดของบริเวณนั้น มียอดต้นไม้
หุบเขาบังทะเลหมอกกซะมิดเลย บริเวณที่โล่งๆ ก็ไม่มีจุดจอดให้ชมวิว
น่าเสียดาย ... แต่ตอนพระอาทิตย์ลอย ขึ้นเหนือยอดไม้แล้วก็บรรยากาศสวยใช้ได้
ครับ หลังจากนั้นก็แวะไปเยี่ยมฐาน ทหารที่ชายแดน ไทย-พม่า ห่างจากจุดชมวิวไม่
ถึงกิโล ที่ฐานวิวสวยดีเหมือนกันครับ ชายแดนไทยพม่าแบ่งกั้นด้วย รั้วลวดหนาม O_o'

ฐานของพม่ารู้สึกจะทำเล เอ๊ย ชัยภูมิ ดีกว่าของเรานิดๆ ครับ เพราะอยู่สูงกว่า
ดูรูปประกอบได้เลยคับ อิอิ หลังจากเทียวอ่างขางเสร็จโปรแกรมทริปก็เปลียน
แบบฉับพลัน คือแทนที่จะไปดอยแม่สลอง ก็ไปภูชี้ฟ้ากันแทน O_o''
เที่ยว แบบข้ามฝั่งกันเลย พี่สุพจน์คนขับก็ดีใจหายครับ แผนทริปเปลี่ยนทุกวินาที
ก็ไม่มีหงุดหงิด มีแต่หัวเราะ ฮี่ๆๆ ตลอดทริป ช่วยให้ทริปโปรแกรมตามใจฉันราบรื่น
ไปได้ด้วยดี(และฮา)

ภูชี้ฟ้าคนเยอะพอสมควร ตอนแรกนึกว่าอากาศจะหนาวแบบอ่างขางเลย นอน
บ้านพักเหมือนเดิม กลัวนอนเต้นไม่ไหว เอาเข้าจริง อากาศ ไม่ได้หนาวมากมายครับ
ประมาณ 15 องศา สบายๆ ผมยังถอดเสื้อนอนเลย เอิ๊ก ตื่นเช้ามาก็มีรถมารับถึง
ที่พักพาไปภูชี้ฟ้า ซึ้งมีระยะทางต้องเดินต่อไปประมาณ 800 เมตร นักท่องเที่ยวมา
กันเยอะกว่า ดอยอ่างขางเยอะ เลยครับ พอขึ้นไปถึงเลยหาสงสัยเลยครับ
วิวสวยมากกกกกกกกกกกกก เสียดายผมไม่รู้ว่าจะมาเที่ยวภูชิ้ฟ้าด้วย เลยเอาแค่
ขาตั้งกล้องอันเบาๆ มา ลมพัดแล้วโยกไปโยกมา กลัวกล้องตกเขาไปจริงๆ -*-
ขาตั้งไม่ดีเนี่ย มันชวนหงุดหงิดเวลาถ่ายรุปจริงๆ หลังจากแวะเก็บมุม มหาชน
ที่โขดหินข้างๆ ทางเดินหลัก แล้วก็เดินขึ้นจุดสูงสุดกันต่อ วิวสวยมากๆ ครับ ทะเล
หมอก พร้อมยอดเขา เพื่อนๆ ถึงกับออกปากว่าสวยกว่าภูกระดึงเยอะ เดินไม่เหนือ่ย
ด้วย อิอิอิ ก็ลองๆ ดูรูปละกันครับ คัดๆ มาได้นิดหน่อย ขาตั้งไม่ดี ทำรูปที่เหลือเบลอๆ
ซะเยอะเลย (ข้ออ้างฟังขึ้นไหมเนี่ย เอิ๊กกกก)

สมาชิกร่วมทริป หญิง โก้ มด เล็ก พี่ยุทธ

ขอขอบคุณ
หญิง ที่จัดโปรแกรมและเป็นผู้ช่วยตากล้อง
พี่สุพจน์คนขับอารมณ์ดี ปล่อยมุขได้ตลอดทาง
ไม่มีบ่นให้เห็นแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ขับรถเหนือยมากๆ

ddd
dThumbnaild
ddd
เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาส ไปทริปถ่ายรูปที่เว็บ mdphoto จัดขึ้นครับ
จริงๆ อยากไปร่วมทริปกับเว็บนี้มานานแล้วครับ เพราะชื่นชอบผลงานถ่ายภาพ
พี่เกา จิรชนม์ ช่ำแสง มานาน ตามอ่านตามดูใน fotoinfo มาทุกเล่มเลย
เริ่มต้นทริปกันที่ทะเลหมอกชุดชมวิวดอยอินทนนท์
ตอนนั่งรถตู้ไปผมนอนไม่ค่อยหลับซักเท่าไหร่
แถมดันมาเป็นหวัดก่อนไปทริป 1 วัน ทั้งๆ ที่ไม่เป็นหวัดหนักๆ
มานานหลายปี ซวยจริงๆ Y__Y

หลังจากถ่ายทะเลหมอกดอยอินทนนท์เสร็จก็ขึ้นไปถ่ายที่ยอดดอยกันต่อ ไปกันที่
เส้นทางศึกษาธรรมชาติ อ่างกาหลวง แต่ตอนนั้นอาการผมหนักจนถ่ายรุปไม่ไหวแล้ว -.-''
ดูรูปของเพื่อนๆ ร่วมทริปแล้วเศร้าจริงๆ อยากลงไปถ่ายมากๆ Y__Y หลังจากจุดนี้
ก็ลงไปทานข้าวที่ในเมือง ก็เลยได้เข้าร้านยา ทานยาไปพอได้เรี่ยวแรงกลับมาบ้าง
ไปถ่ายยี่เป็งกันต่อ ยี่เป็งเนี่ย ตอนแรกนึกว่าจะลอยเอื่อยๆ แต่เอาเข้าจริง ลอยขึ้นเร็วมากๆ ครับ
ขี้เหนียว iso เลยถ่ายไม่ทันอีก Y__Y บรรยากาศยี่เป็งของจริง สวยจนอึ้งครับ
ผมเลยไม่แปลกใจเลยที่ จำนวนคนลอยกับจำนวนตากล้องในงานเยอะพอๆ กัน เอิ๊กกก
จากนั้นก็แวะอีกหลายวัดครับ ผมจำชื่อไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แฮ่ๆๆ

รุปทริปนี้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เอาเป็นว่าทริปหน้าขอแก้ตัวใหม่ละกันครับ
ทริปนี้อย่างน้อยก็ได้รุปทะเลหมอกที่ผมอยากถ่ายมานาน สมหวังซักที แฮ่ๆ

ขอขอบคุณ พี่เกา, พี่จ้อย แห่งเว็บ mdphoto และสมาชิกร่วมทริปทุกๆ ท่านครับ


ddd
dThumbnaild
ddd
วันหยุดยาวช่วงก่อนเข้าพรรษาที่ผ่านมา กระผมกะเพื่อนๆ วางแผนไปเที่ยวหลวงพระบางกัน นัดกันไว้ดิบดี 5 คน เจ๊หญิงผู้ก่อการ(ดี)ก็ได้วางแผนดูพวกทัวร์นำเที่ยวไว้เรียบร้อยแล้ว พอใกล้จะถึงวันเอาเข้าจริงก็โดด กันเกลี้ยง O_o'' เหลือแต่กระผมกะเจ๊หญิง ต้องมานั่งถกเครียดจะล้มทริปกันดีหรือเปล่า สุดท้ายเพื่อเป็นการไม่เสียคำพูดและเสียความตั้งใจ เลยตัดสินใจไปกันแค่ 2 คน แปลงร่างจากคณะกรุ๊ปทัวร์กลายเป็น แบ็คแพคเกอร์ไปลุยเอาดาบหน้ากัน 2 คนเลย

ก่อนหน้านี้ผมเคยไปลาวมาครั้งนึงแล้ว ตอนนั้นไปได้แค่เวียงจันทร์เพราะใช้บัตรผ่านแดนยังไม่มี passport (บัตรผ่านแดนจะเที่ยวได้เฉพาะในเวียงจันทร์และพักอยู่ได 2วัน 3คืน ส่วน passport จะเที่ยวได้ทั้งประเทศลาว และอยู่ในลาวได้ 30 วัน)
แต่เวียงจันทร์เป็นเมืองหลวงใหม่ของลาว พวกศิลปวัฒนธรรม ถาปัตยกรรมและรากเหง้าของความเป็นลาวเลยมีอยู่น้อย ไปแล้วก็รู้สึกเหมือนไปต่างจังหวัดบ้านเรายังไม่รู้สึกเหมือนไปต่างประเทศซักเท่าไหร่ ทริปนี้เลยตั้งใจตรงไปหลวงพระบางกันเลย

เริ่มต้นก้าวแรกกันที่หมอชิต ตั๋วรถก็ไม่ได้ซื้อไว้ก่อน จะหารถกรุงเทพ-หนองคาย ช่วงหยุดเข้าพรรษาเลยอดตามระเบียบรถไปอุดรก็เกลี้ยงต้องไปพวกรถผี โดนฟันค่าตั๋วซะน่วม แถมกว่าจะวิ่งหารถเจอ พี่แกเล่นไปจอดหลบไว้อย่างดีนอกขนส่งโน่นเลย -.-'' ไปถึงอุดรก็โดนปล่อยนอก บขส ตามฟอร์ม 55 จากนั้นกระผมและคณะก็หารถต่อไปหนองคาย แล้วก็นั่งรถ
หนองคาย - เวียงจันทร์ กันต่อ ซื้อตั๋วจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบาง ที่ บขส ลาว
รถทัวร์จากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบางจะมี 2 แบบ แบบธรรมดากับ VIP แต่ VIP จะออก 2 ทุ่ม ตอนที่ผมไปถึง บขส ลาวเนี่ย มันราว 4-5 โมงเย็น เลยตกลงนั่งรถธรรมดาไป ค่าโดยสาร 120,000 กีบ หรือประมาณ 500 บาท

ใครนั่งรถโดยสารลาว ถ้าเค้าจอดรถกะทันหัน แล้วผู้ชายวิ่งกรูออกไปจากรถนี่ไม่ต้องตกใจนะครับ (ตอนแรกผมก็ตกใจ เหมือนกัน -.-'') เพราะลาวไม่มีปั้มน้ำมันให้จอดฉี่ได้แบบบ้านเรา เค้าเลยแวะฉี่ข้างทางเป็นระยะๆ ขึ้นอยู่กับความอึดของคนขับ (ฮา) ส่วนสาวๆ ถ้าไม่อยากใช้บริการทุ่งหญ้าข้างทางก็ขอแนะนำให้ดื่มน้ำน้อยๆ ก่อนเดินทางครับ (จริงๆ ก็มีสาวๆ ลงฉี่กันบ้างเหมือนกันครับ)

ออ อีกอย่าง รถทัวร์จากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบางเนี่ยราคาจะเท่ากันหมด แต่สภาพรถแต่ละคันจะแตกต่างกันมากๆ ครับ บางคันก็โทรมมากๆ บางคันก็สภาพดี อันนี้ดวงใครดวงมันนะครับ อิอิอิ

ในรถทัวร์ก็มีคนไทยซะเยอะเลย เลยมีคนชวนคุยไปได้เรื่อยๆ นั่งๆ ไปซักพัก ก็ได้ทราบข่าวดีมั่กๆ คือ ตอนนี้ไปหลวงพระบางไม่ได้ น้ำท่วมทางขาด! -.-'' กระผมและเพื่อนเลยตัดสินใจแวะพักค้างคืนที่วังเวียงก่อน ตอนนั้นน่าจะราวๆ 3-4 ทุ่มผมเลยจ้างรถสองแถวที่วังเวียง ให้ช่วยพาไปหาที่พักซะหน่อย พี่คนขับรถก็ดีใจหาย ช่วยหาที่พักเต็มที่ ขับพาไปทำเลดีๆ ริมน้ำ ที่พักก็เต็มเกลี้ยง ในเมืองห่างๆ จากริมแม่น้ำมาหน่อยก็เต็มอีก พาไปทั่วเมืองก็เต็มเกลี้ยง(นี่มัน low season จริงหรือป่าวฟระเนี่ย -*-) สุดท้ายพี่เค้าก็พาไปที่พักนอกเมือง เป็นเกสเฮาต์อยู่แถวๆ สนามบินเก่าของวังเวียง แม้จะทำเลไม่ค่อยดี แต่มีข้อดีอยุ่อย่างนึงครับ คือลุกสาวเจ้าของเกสเฮาต์น่าร๊ากกกกกมากกกกกกกกก เป็นสาวลาวที่น่ารักที่สุดที่ได้เจอในทริปนี้เลย น่ารักอย่างกับน้องคำลี่ก็ไม่ปาน (คำลี่ - นางเอกหนังสะบายดีหลวงพระบาง) เสียดายไปตอนดึกมากแล้ว เลยไม่ได้ขอถ่ายรูปไว้ซักรูป แฮ่ๆๆๆๆ ส่วนเจ้าของเกสเฮาต์ก็พูดภาษาไทยได้คล่องพอควร แต่ภาษาอังกฤษเนี่ยปรู๊ดปร๊าดลื่นไหลไฟแลบเลยทีเดียว ขนาดผมทำงานกะฝรั่งมาบ้าง คิดถึงสำเนียงอังกฤษแบบบ้านๆ ของตัวเองแล้วอายเค้าจริงๆ -.-''

ชาวลาวส่วนใหญ่จะเข้าใจภาษาไทยได้ดี เพราะเค้าดูข่าว ดูหนัง ฟังเพลงไทย จากจานดาวเทียม ที่มีกันเกือบทุกบ้าน ทีวีลาวจะมีอยู่ไม่กี่ช่องและปิดสถาณีค่อนข้างเร็ว คนไทยสามารถคุยภาษาไทยกับชาวลาวโดยตรงได้เลย โดยเฉพาะเมืองท่วงเที่ยว บางคนพูดไทยไม่ได้ก็จะพยายามพูดลาวปนไทยมาทำให้เราสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากครับ

ต่อ... ตื่นขึ้นมาเลยโทรหาพี่คนขับรถเมื่อวานที่ขอเบอร์ไ้ว้ (ไปเที่ยวลาวถ้าไปหลายวันแนะนำให้ซื้อ sim ลาวไว้เลยครับ จะโทรสะดวกและถูกกว่าเปิด roaming มากครับ) เหมารถเที่ยวในเมืองวังเวียงกันก่อน วังเวียงจะมีวิวทิวทัศน์สวยๆ เป็นยอดเขาสูงๆ แหลมๆ บางคนเลยเรียกวังเวียงว่ากุ้ยหลินเมืองลาว แต่... พอไปจริง น้ำท่วมหนักเกลี้ยงเลยครับ จะไปถ่ายรุปท่องเที่ยวกลายเป็นไปทำข่าวน้ำท่วมซะงั้น -*- พวกที่พักริมแม่น้ำที่ผมแวะไปหาห้องว่างเมื่อคืนก็น้ำท่วมหมดเลยครับ ดีนะไม่มีห้องว่าง ไม่งั้นผมคงลอยไปกับน้ำแล้ว (ฮา) หลังจากเที่ยววังเวียงไปได้พักนึงจนไม่มีอะไรจะเที่ยว เพราะชาวบ้านก็ยุ่งกับน้ำท่วมอยู่ ถ้ำ ล่องแก่ง ฯลฯ ก็ต้องงดหมดเพราะน้ำแรงมากๆ ถ้าใครคิดล่องแก่งตอนนี้คงล่องได้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย (ฮา)

คณะ backpacker มือใหม่ทั้งสองท่านเลยตัดสินใจนั่งรถไปหลวงพระบางกันต่อ ค่าโดยสารรถทัวร์จากวังเวียง-หลวงพระบาง เท่ากับเวียงจันทร์หลวงพระบางเลย Y___Y ระหว่างนั่งรถไปวิวทิวทัศน์รอบๆ สวยมากๆ เลยครับ เป็นยอดเขาสูงๆ แหลมๆ มีเมฆมีหมอกเป้นริ้วๆ แถวยอดเขา เสียดายรถไม่หยุดให้ถ่ายรูปเลย ถ่ายมาตอนรถวิ่งก็เอาไว้ดูกันลืมเฉยๆ เอาสวยคงยาก เทียบกับวิวไปดอยภูคาที่น่าน หรือวิวไปปายแม่ฮ่องสอนเนี่ย ยังชิดซ้ายไปเลยครับ สวยจริงๆถามคนลาวที่นั่งรถไปด้วยกันเค้าบอกว่าถ้ามาหน้าหนาวจะเป็นทะเลหมอกจะสวยมากๆ จะไม่เห็นเป็นยอดเขาโล่งๆ แบบนี้ (ผมว่าเท่านี้ก็สวยสุดๆ แล้วนะครับเนี่ย) เส้นทางไปหลวงพระบางค่อนข้างอันตรายไปหน่อยครับ ถนนก็ไม่ค่อยดี ผมนั่งไปได้พักนึงก็ต้องจอดอีกแล้ว คราวนี้ดินถล่มทางขาด (ทำไมมันไปยากไปเย็นจังฟระเนี่ย หลวงพระบาง -.-'') ลงจากรถไปดู ชาวลาวบอกว่าปกติจะมีรถแบคโฮ จอดไว้ประจำตามไหล่ทางชันๆ ที่ต่างๆ เพื่อเคลียร์เส้นทาง พวกผู้โดยสารทั้งหลายรวมทั้งผมและเพื่อนเลยลงไปดูข้างหน้ากัน เห็น ไทยมุง ลาวมุง ฝรั่งมุงกันเต็ม นั่งรออีกราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ ก็เคลียร์ทางได้เสร็จ
รถทัวร์คันที่ผมนั่งมานั้นขับกินลมชมวิวมากๆ ทั้งรถธรรมดา ทั้ง VIP แซงไปเป็น 10 คัน -.-'' พอถึงที่หมอกเยอะ คนขับก็ปิดแอร์ -.-'' แล้วเปิดหน้าต่างแทน รถคันนี้หน้าต่างด้านข้างก็ดันเปิดไม่ได้ ต้องเปิดหน้าต่างด้านบน (กรุณานึกถึงพวกรถเมล์ร่วมบ้านเรา) อากาศก็ไม่ถ่ายเท ร้อนมากๆ แทบจะเป็นลมครับ แต่ผมยังไม่เท่าไหร่สงสารพวกสาวๆ ที่ยังไม่ได้ฉี่
นั่งมาจากวังเวียงกว่าจะไปถึงหลวงพระบาง ขับซะตั้ง 10 ชม O_o' (จริงๆ ควรจะใช้เวลาแค่ 7-8 ชม) ไปถึงหลวงพระบางโน่น ล่อเข้าไป 4 ทุ่มกว่าๆ กระผมและเพื่อนก็แบกเป้ เดินหาเกสเฮาต์พักกัน เดินซะทั่วหลวงพระบางเกสเฮาต์ก็เต็มเกลี้ยง( low season นะครับท่าน -.-'') ที่ห้องว่างอยุ่บ้างก็เหลือแค่ห้องเดียว เลยลองเดินไปหาที่พักแถวๆ ไกลๆ ดู กว่าจะได้ที่พักก็
เกือบๆ เที่ยงคืนแล้วครับ สนนราคา คืนละ 200 บาท ห้องน้ำรวม ถูกกว่าวังเวียงอีกนะเนี่ย (ปกติเมืองท่องเที่ยวในลาว เราสามารถ ใช้เงินไทยได้เลย หรืออาจจะแลกเงินลาวได้ตามโรงแรมหรือเกสเฮาต์ทั่วๆ ไป พ่อค้าแม่ค้าก็มีเงินไทยทอนกันทุกร้านครับ)

หลังจากนอนจนหายอยาก ก็เริ่มตระเวณเที่ยวหลวงพระบางกันครับ เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก อารมณ์ คล้ายๆ ปาย แต่ผมว่าน่าเที่ยวกว่าอาคารบ้านเรือนเค้าจะออกกฏหมายห้ามสร้างเป็นรูปทรงสมัยใหม่ ทำให้แม้จะมีอาคารใหม่แต่ก็ยังดูกลมกลืนกับของเก่าๆ เสียดายพวกวัดต่างๆ ดูเหมือนเค้าจงใจปล่อยให้ทรุดโทรมไปหน่อย แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมก็จะมีพระธาตุภููสี ซึ่งต้องเดินขึ้นบนยอดเขากลางเมืองหลวงพระบาง เมื่อขึ้นไปสุดขั้น(และพักเหนื่อยจนหายหอบแล้ว (ฮา) ) ก็สามารถชมวิวทิวทัศน์ได้รอบเมืองหลวงพระบาง จะเห็นทิวเขาล้อมรอบ และแม่น้ำโขงกับแม่น้ำคานขนาบเมือง เป็นวิวที่สวยมากๆ เลยครับ กลางคืนบริเวณหน้าวังเก่าก็จะมีตลาดมืด (อารมณ์คล้ายๆ ตลาดคนเดินที่ปาย) เสียดายผมมีเวลา เที่ยวในหลวงพระบางแค่คืนเดียว (เนื่องจากถนนขาด ต้องค้างวังเวียง ดังได้กล่าวมาแล้ว) เลยยังเที่ยวไม่ทั่ว ในเมืองยัง เที่ยวไม่ทั่วเลยครับวันเดียว พวกน้ำตกดังๆ นอกเมืองยิ่งไม่ต้องพูดถึง อากาศก็ฟ้าหลัวตลอดะเนื่องจากฝนตก ไม่ได้รอแสงตอนถ่ายรูปเลย กดๆๆๆๆๆ เข้าว่า กลับมามีแต่รูปห่วยๆ อยากกลับไปแก้ตัวอีกรอบจริงๆ ครับ (รูปพระเรียงแถวยืนบาตร มุมมหาชนก็ยังไม่มีเลย ตื่นสายไปหน่อย เอิ๊ก)

ส่วนเรื่องอาหารการกินในเมืองหลวงพระบางโดยสว่นใหญ่ที่เห็นๆ ก็จะนิยมกินเฝอ กัน แล้วก็มีข้าวเปียก(เหมือนขนมจีนใส่น้ำก๋วยเตี๋ยว) ทั้งสองอย่างผมกินแล้วก็เฉยๆ หรือหาร้านอร่อยไม่เจอก็ไม่รู้ อาหารอื่นก็แนวๆ อาหารอีสาน ส้มตำน้ำตก ฯลฯ อาหารพวกนี้ผม
ว่ากินบ้านเรารสชาติอร่อยกว่านะครับเนี่ย แฮ่ๆๆ ราคาอาหารการกินค่อนข้างแพงเหมือนกันครับ อย่างเฝอ ราว 40-50 บาท ที่ผมกับเพื่อนถูกปากก็เป็นหมูย่างข้างร้านกาแฟประชานิยม แถวๆ ริมแม่น้ำ ปกติคนไทยไปต้องไปกินกาแฟกัน ที่ร้านกาแฟมีสมุดเซ็นลายเซ็นดาราเพียบ แต่ผมไปไปกินหมู่ย่าง (ฮา) จริงๆ กาแฟก็รสชาติดีครับ แต่กลิ่นจะไม่หอมแบบพวกกาแฟสดบ้านเรา

ตื่นเช้ามาวันที่ต้องกลับ ผมกับเพื่อนวางแผนว่าจะกลับด้วยรถตู้เพราะเร็วกว่า และก็ซื้อตั๋วรถทัวร์หนองคาย-กรุงเทพ ล่วงหน้าไว้แล้วรถออกตอน 1 ทุ่ม เลยตื่นเช้านั่งรถไปหารถตู้ที่ บขส ลาว ถามคนลาวแถวๆ นั้นไม่มีใครรู้เลยว่ามีรถตู้ ถามไปถามมาจนได้ เรื่อง เค้าบอกตรงนี้มีแต่รถตู้ไป วังเวียง รถตู้ไปเวียงจันทร์ต้องขึ้นที่โรงแรม ตอน 6 โมง กรรม -.-'' คราวนี้ก็เริ่มจะร้อนตัวกันขึ้นมาแล้ว ครับ เพราะไม่ได้ซื้อตั๋วรถทัวร์ลาวไว้ด้วย เลยได้ตั๋วเที่ยว 8 โมงเช้า 2 ที่สุดท้าย ต้องนั่งที่นั่งข้างหลังยกสูงขึ้นมา งานนี้เมาตลอดงาน -.-'' (กรุณานึกถึงรถเมล์ยูโรทูที่นั่งหลัง) นั่งไปลุ้นไปว่าจะกลับทันรึเปล่า

โชคยังเข้าข้าง backpacker มือใหม่ทั้งสองท่าน เพราะขากลับรถทัวร์คันนี้ขับได้ซิ่งถูกใจผมมากๆ แซงรถ VIP รถธรรมดาไปซะหลายคัน แต่กว่าจะกลับมาถึง บขสเวียงจันทร์ก็ 6 โมงเย็นเข้าไปแล้ว รถจาก บขส เวียงจันทร์ไปหนองคายก็หมดเกลี้ยงแล้วครับ -.-'' ต้องเหมารถตู้แถวนั้นไปส่งที่สะพานมิตรภาพ แล้วก็นั่งรถตู้ข้ามสะพานมิตรภาพไปอีกต่อนึง ถึง บขส
หนองคาย เฉียดฉิว ราวๆ 6 โมงครึ่งพอดี คณะทัวร์เพื่อนทิ้งทั้งสองท่านก็กลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ไว้เจอกันทริปหน้า ครับ...


ออ ลืมบอกไปอย่างค่าใช้จ่ายถูกมากครับทั้งทริปไป 3 วันสองคืน ไม่เกิน 5 พันครับ
ถ้าไม่โดนฟันบ่อยๆ แบบพวกผมคงถูกกว่านี้อีกนิดครับ 55+


ปล. ขอขอบคุณ หนังสือ คู่มือนำเที่ยวหลวงพระบาง, หนังสือนำเที่ยวลาว, เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งชาวลาวและชาวไทยที่เจอระหว่างทาง ที่ช่วยให้ทริปแบคแพคเกอร์มือใหม่ลุล่วงไปได้ด้วยดี สามารถไปถึงจุดหมายและกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน (ถ้าทนอ่านจนจบนะ ฮา)

NoteGuestbook
   
graphic2design wrote on May 7
เยี่ยมครับ
bloodmarines wrote on Feb 4
สวัสดีครับ

ไม่ได้เข้ามานาน............ก็เลยเอาของมาฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนครับ

http://bloodmarines.multiply.com/photos/album/136/One_NIGHT_Grand_Palace

ยังไงรบกวนติและชม ของฝากชิ้นนี้ด้วยนะครับ

ขอบคุณครับ
55645554 wrote on Jan 23
รูปสวยครับ
lkunl wrote on Jan 15
ขอบคุณคร๊าบบบ
photosilike wrote on Jan 13
แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ให้มีความสุขมากๆ ในวันเกิด และวันเด็ก คับ
Pages:123